KM

ด้านที่ 2 การผลิตบัณฑิตสู่ความเป็นเลิศ
ชื่อผลงาน : การประชาสัมพันธ์หลักสูตรและการแนะแนวการศึกษาต่อหลักสูตรธุรกิจดิจิทัล
ชื่อเจ้าของผลงาน : 1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธารีรัตน์ ขูลีลัง 2. อาจารย์ณฐภศา เดชานุเบกษา 3. อาจารย์ปริญญา ทองคำ 4. อาจารย์ธรียา ทัศนภัคดิ์ 5. อาจารย์นนทภรณ์ บุญจึงเจริญรัตน์
ความคิดริเริ่ม
หลักสูตรหลักสูตรธุรกิจดิจิทัล (หลักสูตรสองภาษา) เปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในปี พ.ศ. 2563 เพื่อเข้าศึกษาต่อในปีการศึกษาที่ 1/2564 โดยในปีแรกมีผู้สนใจสมัครเขาเรียนจำนวน 2 คน จากประเทศเวียดนาม ระหว่างนั้นเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 และระบาดต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 30 มกราคม 2563 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดนี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ ส่งผลให้มีการปิดเมืองและปิดประเทศเพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดใหญ่ระหว่างประเทศขึ้น จากกรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อจำนวนนักศึกษารุ่นที่ 1 คงเหลือเพียงจำนวน 1 คน เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ข้ามประเทศ หลังเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยุติลง จึงได้วางแผนการประชาสัมพันธ์หลักสูตรเพื่อเพิ่มยอดนักศึกษาให้สูงตามเป้าที่มหาวิทยาลัยกำหนดคือไม่ต่ำกว่า 10 คน หากต่ำกว่า 10 คน จึงจะดำเนินการปิดหลักสูตร ดังนั้น ในปีที่สองจึงได้วางแผนการประชาสัมพันธ์และแนะแนวหลักสูตร โดยมีกระบวนการคิดริเริ่มดังนี้ 1. สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล เป็นหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของโลกในยุคดิจิทัลในปัจจุบัน 2. ตลาดแรงงานกำลังมีความต้องการกำลังคนที่ทักษะความรู้ด้านธุรกิจดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3. มีสถานประกอบการและกำลังคนที่มีวิสัยทัศน์ คอยให้คำปรึกษาและแนวทางที่ดีในการพัฒนาหลักสูตร
เเรงบันดาลใจ
ซึ่งจุดเด่นดังกล่าวถือเป็นโอกาสที่ดีจะนำมาเป็นแนวทางประชาสัมพันธ์หลักสูตรเพื่อให้ผู้สนใจเข้าศึกษาต่อได้พิจารณาสมัครเรียนในสาขาวิชาธุรกิจดิจิทัลเพิ่มขึ้น
ขั้นตอน
คณะกรรมการบริหารหลักสูตรธุรกิจดิจิทัล ได้วางแผนการประชาสัมพันธ์และการแนะแนวหลักสูตร เพื่อเพิ่มจำนวนนักศึกษา ดังนี้ ตั้งคำถาม 1. หลักสูตรที่เปิดใหม่ ยังไม่เป็นที่รู้จักในตลาดแรงงาน จะมีวิธีการใดที่ผู้สนใจเข้าศึกษาต่อจะได้รับข้อมูลข่าวสาร 2. ผลกระทบของวิกฤตการณ์โควิด-19 ส่งผลต่อจำนวนนักศึกษามากน้อยเพียงใด 3. เปรียบเทียบระหว่างการประชาสัมพันธ์หลักสูตรกับไม่ประชาสัมพันธ์หลักสูตรผลลัพธ์จะต่างกันอย่างไร 4. การวางแผนแนะแนวการศึกษาเพื่อเพิ่มยอดนักศึกษาตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด คำตอบที่ได้รับ 1. หลักสูตรที่สร้างขึ้นใหม่ ทำให้ยังไม่คนรู้จัก ผู้สนใจเข้าศึกษาต่อน้อย การใช้สื่อประชาสัมพันธ์อย่างหนักจะทำให้เกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น การให้รายละเอียดข้อมูลของหลักสูตรอย่างครอบคลุม อาทิเช่น รายวิชาที่เป็นจุดเด่น อาชีพหลังสำเร็จการศึกษา แหล่งฝึกประสบการณ์ เป็นต้น ผ่านสื่อ Facebook ของเพจหลักสูตรธุรกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้สนใจตัดสินใจเข้าศึกษาต่อเพิ่มขึ้น 2. ผลกระทบของวิกฤตการณ์โควิด-19 ส่งผลต่อการเปิดรับจำนวนนักศึกษาในปีแรก ซึ่งมีเพียง 2 คน และตัดสินใจไม่ศึกษาต่อ 1 คน คงเหลือจนสำเร็จการศึกษาเพียง 1 คน ซึ่งในปีต่อมา คณะกรรมการบริหารหลักสูตร ได้ติดต่อกับฝ่ายวิเทศสัมพันธ์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้นักศึกษาต่างชาติรับทราบมากขึ้น และมีนักศึกษาเวียดนามเพิ่มขึ้น 2 คน นอกจากนั้นเน้นการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่าน Facebook และ TikTok เพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดของหลักสูตรเพิ่มขึ้น รวมถึงการนำเสนอผลงานของนักศึกษาในรายวิชา และผลงานที่ได้จากการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เป็นต้น 3. จากสมมติฐานเปรียบเทียบระหว่างการประชาสัมพันธ์หลักสูตรกับไม่ประชาสัมพันธ์หลักสูตร ผลลัพธ์จะต่างกันอย่างไร พบว่า 3.1 ปีที่ 1 พ.ศ. 2563 เปิดรับนักศึกษาครั้งแรก มีการประชาสัมพันธ์บ้าง และติดต่อผ่านสำนักวิเทศสัมพันธ์เพื่อหานักศึกษาต่างชาติที่สนใจ พบว่า หลักสูตรธุรกิจดิจิทัล มีนักศึกษาทั้งหมด จำนวน 2 คน 3.2 ปีที่ 2 พ.ศ. 2564 มีการประชาสัมพันธ์หลักสูตร เน้นการให้รายละเอียดข้อมูลของหลักสูตรเพิ่มมากขึ้น ออกแนะแนวโรงเรียนประจำอำเภอ พบว่า มีผู้สนใจเข้าศึกษาต่อทั้งคนไทยและคนเวียดนาม จำนวน 10 คน 3.3 ปีที่ 3 พ.ศ. 2565 ตั้งคำถามการวิจัย หากไม่ประชาสัมพันธ์หลักสูตรเลย จะมีนักศึกษาประมาณเท่าใด พบว่า มีผู้สนใจเข้าศึกษาต่อ จำนวน 5 คน สอบถามเบื้องต้นถึงความสนใจเข้าศึกษาต่อ ส่วนใหญ่จะเลือกเรียนต่อในสาขาวิชานี้แบบไม่ตั้งใจ คิดเพียงแค่ว่าน่าจะเรียนง่าย จบง่าย 3.4 ปีที่ 4 พ.ศ. 2566 สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของจำนวนนักศึกษาที่ลดลง ดังนั้น จึงเพิ่มการประชา สัมพันธ์มากขึ้น จากแต่เดิมเพียงแค่ประชาสัมพันธ์ผ่าน Facebook โดยไม่ใช้เงินโฆษณา เปลี่ยนเป็นใช้เงินโฆษณา และออกแนะแนวตามปกติ พบว่า มีจำนวนผู้สนใจเข้าศึกษาต่อเพิ่มขึ้น 7 คน 3.5 ปีที่ 5 พ.ศ. 2567 เริ่มจับทางถูก จึงเพิ่มการประชาสัมพันธ์มากขึ้น ทุ่มเงินประชาสัมพันธ์มากขึ้นผ่านเพจ Facebook ตั้งเป้าหมายกระจายลงพื้นที่ใกล้เคียง แบ่งเวลาการโฆษณาออกเป็นหลายช่วง เช่น ช่วงเปิดเทอม ช่วงใกล้หาที่เรียน และช่วงสมัครเรียน เพิ่มการออกแนะแนวร่วมกับทางมหาวิทยาลัย และหลักสูตรออกแนะแนวเองตามเครือข่ายโรงเรียนประจำอำเภอ พบว่า มีจำนวนผู้สนใจเข้าศึกษาต่อเพิ่มขึ้น 11 คน 3.5 ปัจจุบัน ปีที่ 6 พ.ศ. 2568 ใช้รูปแบบการประชาสัมพันธ์ผ่านเพจ Facebook และ TikTok เพิ่มสื่อที่นักศึกษาออกแบบเอง แสดงผลงานของนักศึกษาและชิ้นงานที่ได้จากการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ออกแนะแนวร่วมกับทางมหาวิทยาลัย ออกงาน Open House ร่วมกับทางมหาวิทยาลัย พบว่า มีจำนวนผู้สนใจเข้าศึกษาต่อเพิ่มขึ้น ในแผนการเรียนปกติ 4 ปี จำนวน 21 คน ในแผนการเรียนเทียบโอน จำนวน 12 คน 4. คณะกรรมการบริหารหลักสูตร ได้การวางแผนแนะแนวการศึกษาเพื่อเพิ่มยอดนักศึกษาตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด คณะกรรมการบริหารหลักสูตรธุรกิจดิจิทัล ได้วางแผนการประชาสัมพันธ์และการแนะแนวหลักสูตร เพื่อเพิ่มจำนวนนักศึกษา ดังนี้ ตั้งคำถาม 1. หลักสูตรที่เปิดใหม่ ยังไม่เป็นที่รู้จักในตลาดแรงงาน จะมีวิธีการใดที่ผู้สนใจเข้าศึกษาต่อจะได้รับข้อมูลข่าวสาร 2. ผลกระทบของวิกฤตการณ์โควิด-19 ส่งผลต่อจำนวนนักศึกษามากน้อยเพียงใด 3. เปรียบเทียบระหว่างการประชาสัมพันธ์หลักสูตรกับไม่ประชาสัมพันธ์หลักสูตรผลลัพธ์จะต่างกันอย่างไร 4. การวางแผนแนะแนวการศึกษาเพื่อเพิ่มยอดนักศึกษาตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด คำตอบที่ได้รับ 1. หลักสูตรที่สร้างขึ้นใหม่ ทำให้ยังไม่คนรู้จัก ผู้สนใจเข้าศึกษาต่อน้อย การใช้สื่อประชาสัมพันธ์อย่างหนักจะทำให้เกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น การให้รายละเอียดข้อมูลของหลักสูตรอย่างครอบคลุม อาทิเช่น รายวิชาที่เป็นจุดเด่น อาชีพหลังสำเร็จการศึกษา แหล่งฝึกประสบการณ์ เป็นต้น ผ่านสื่อ Facebook ของเพจหลักสูตรธุรกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้สนใจตัดสินใจเข้าศึกษาต่อเพิ่มขึ้น 2. ผลกระทบของวิกฤตการณ์โควิด-19 ส่งผลต่อการเปิดรับจำนวนนักศึกษาในปีแรก ซึ่งมีเพียง 2 คน และตัดสินใจไม่ศึกษาต่อ 1 คน คงเหลือจนสำเร็จการศึกษาเพียง 1 คน ซึ่งในปีต่อมา คณะกรรมการบริหารหลักสูตร ได้ติดต่อกับฝ่ายวิเทศสัมพันธ์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้นักศึกษาต่างชาติรับทราบมากขึ้น และมีนักศึกษาเวียดนามเพิ่มขึ้น 2 คน นอกจากนั้นเน้นการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่าน Facebook และ TikTok เพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดของหลักสูตรเพิ่มขึ้น รวมถึงการนำเสนอผลงานของนักศึกษาในรายวิชา และผลงานที่ได้จากการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เป็นต้น 3. จากสมมติฐานเปรียบเทียบระหว่างการประชาสัมพันธ์หลักสูตรกับไม่ประชาสัมพันธ์หลักสูตร ผลลัพธ์จะต่างกันอย่างไร พบว่า 3.1 ปีที่ 1 พ.ศ. 2563 เปิดรับนักศึกษาครั้งแรก มีการประชาสัมพันธ์บ้าง และติดต่อผ่านสำนักวิเทศสัมพันธ์เพื่อหานักศึกษาต่างชาติที่สนใจ พบว่า หลักสูตรธุรกิจดิจิทัล มีนักศึกษาทั้งหมด จำนวน 2 คน 3.2 ปีที่ 2 พ.ศ. 2564 มีการประชาสัมพันธ์หลักสูตร เน้นการให้รายละเอียดข้อมูลของหลักสูตรเพิ่มมากขึ้น ออกแนะแนวโรงเรียนประจำอำเภอ พบว่า มีผู้สนใจเข้าศึกษาต่อทั้งคนไทยและคนเวียดนาม จำนวน 10 คน 3.3 ปีที่ 3 พ.ศ. 2565 ตั้งคำถามการวิจัย หากไม่ประชาสัมพันธ์หลักสูตรเลย จะมีนักศึกษาประมาณเท่าใด พบว่า มีผู้สนใจเข้าศึกษาต่อ จำนวน 5 คน สอบถามเบื้องต้นถึงความสนใจเข้าศึกษาต่อ ส่วนใหญ่จะเลือกเรียนต่อในสาขาวิชานี้แบบไม่ตั้งใจ คิดเพียงแค่ว่าน่าจะเรียนง่าย จบง่าย 3.4 ปีที่ 4 พ.ศ. 2566 สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของจำนวนนักศึกษาที่ลดลง ดังนั้น จึงเพิ่มการประชา สัมพันธ์มากขึ้น จากแต่เดิมเพียงแค่ประชาสัมพันธ์ผ่าน Facebook โดยไม่ใช้เงินโฆษณา เปลี่ยนเป็นใช้เงินโฆษณา และออกแนะแนวตามปกติ พบว่า มีจำนวนผู้สนใจเข้าศึกษาต่อเพิ่มขึ้น 7 คน 3.5 ปีที่ 5 พ.ศ. 2567 เริ่มจับทางถูก จึงเพิ่มการประชาสัมพันธ์มากขึ้น ทุ่มเงินประชาสัมพันธ์มากขึ้นผ่านเพจ Facebook ตั้งเป้าหมายกระจายลงพื้นที่ใกล้เคียง แบ่งเวลาการโฆษณาออกเป็นหลายช่วง เช่น ช่วงเปิดเทอม ช่วงใกล้หาที่เรียน และช่วงสมัครเรียน เพิ่มการออกแนะแนวร่วมกับทางมหาวิทยาลัย และหลักสูตรออกแนะแนวเองตามเครือข่ายโรงเรียนประจำอำเภอ พบว่า มีจำนวนผู้สนใจเข้าศึกษาต่อเพิ่มขึ้น 11 คน 3.5 ปัจจุบัน ปีที่ 6 พ.ศ. 2568 ใช้รูปแบบการประชาสัมพันธ์ผ่านเพจ Facebook และ TikTok เพิ่มสื่อที่นักศึกษาออกแบบเอง แสดงผลงานของนักศึกษาและชิ้นงานที่ได้จากการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ออกแนะแนวร่วมกับทางมหาวิทยาลัย ออกงาน Open House ร่วมกับทางมหาวิทยาลัย พบว่า มีจำนวนผู้สนใจเข้าศึกษาต่อเพิ่มขึ้น ในแผนการเรียนปกติ 4 ปี จำนวน 21 คน ในแผนการเรียนเทียบโอน จำนวน 12 คน 4. คณะกรรมการบริหารหลักสูตร ได้การวางแผนแนะแนวการศึกษาเพื่อเพิ่มยอดนักศึกษาตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด
ผลสัมฤทธิ์
ผลสัมฤทธิ์ของการวางแผนการประชาสัมพันธ์หลักสูตรและการแนะแนวการศึกษา จากผลลัพธ์ดังกล่าว หลักสูตรธุรกิจดิจิทัล จึงได้วางแผนการประชาสัมพันธ์และการแนะแนวให้ผู้สนใจเข้าศึกษา ดังต่อไปนี้ 1. การสร้างเพจ Facebook เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารของหลักสูตร มีการสร้างแบรนเนอร์โฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลของหลักสูตร อาทิเช่น สถานประกอบการซึ่งเป็นแหล่งฝึกงาน การมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา ช่วงเวลาการรับสมัครเรียน ซึ่งมีการใช้เงินในการโปรโมท เลือกอาณาเขตของจังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และขอนแก่น และมีการนำผลงานของนักศึกษามาโปรโมทอย่างต่อเนื่อง 2. สร้าง TikTok ของหลักสูตรธุรกิจดิจิทัล เพื่อประชาสัมพันธ์หลักสูตรและผลงานของนักศึกษา เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงผลงานสู่บุคคลภายนอก และผู้สนใจเกิดการตัดสินใจที่จะสมัครเข้าศึกษาต่อในหลักสูตร 3. ออกแนะแนวตามโรงเรียนประจำอำเภอร่วมกับทางมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง และให้นักศึกษารุ่นพี่ของสาขาธุรกิจดิจิทัลเข้าร่วมงาน Open House กับทางมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้อย่างเป็นกันเอง 4. จัดทำคอร์สสั้นๆ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักสูตร จัดทำเป็นกิจกรรมลงตามโรงเรียนขนาดกลางเพื่อร่วมทำกิจกรรมกับน้องนักเรียนที่มีศักยภาพจะเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี และเพื่อเป็นช่องทางของการประชาสัมพันธ์และแนะแนวหลักสูตรอีกทางหนึ่ง
รูปภาพผลสัมฤทธิ์
การนำไปใช้
จากแนวทางการประชาสัมพันธ์และแนวแนวหลักสูตรของสาขาวิชาธุรกิจดิจิทัลที่นำเสนอในครั้งนี้ เพื่อหวังให้สาขาวิชาที่มีนักศึกษายังไม่เข้าเป้าตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ได้ลองนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของหลักสูตรตนเอง เพื่อจะได้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์จำนวนนักศึกษาน้อยลงได้
เเนวปฏิบัติที่ดี
1. การหาคำตอบของปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ 2. การหาแนวทางที่ดีที่เป็นโอกาสของหลักสูตร 3. การพยายามหาเป้าหมายให้ได้ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด คือไม่ต่ำกว่า 10 คน 4. การวางแผนการประชาสัมพันธ์และการแนะแนวอย่างต่อเนื่องและทำอย่างจริงจัง
รูปภาพผลงาน
ที่มา
คณะวิทยาการจัดการ