KM

ด้านที่ 1 บริการวิชาการสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น
ชื่อผลงาน : “จากห้องเรียนสู่ชุมชน : โมเดลการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก”
ชื่อเจ้าของผลงาน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จารุวรรณ เอกสะพัง และอาจารย์หลักสูตรบัญชีบัณฑิต สังกัดคณะวิทยาการจัดการ มหาว
ความคิดริเริ่ม
แนวคิดในการจัดทำโครงการนี้เกิดจากความตั้งใจของหลักสูตรบัญชีบัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ที่ต้องการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านบัญชีแก่เยาวชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนในตำบลวังแสง อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งถือเป็นกลุ่มเยาวชนที่มีศักยภาพ แต่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านบัญชีอย่างเป็นระบบ เนื่องจากในระดับชุมชนยังไม่มีแหล่งเรียนรู้เฉพาะทางหรือกิจกรรมที่เชื่อมโยงความรู้บัญชีกับชีวิตจริงอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ คณาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรบัญชีบัณฑิตจึงร่วมกันออกแบบกิจกรรมบริการวิชาการเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้านบัญชีให้กับนักเรียน โดยมุ่งหวังให้เยาวชนมีพื้นฐานความเข้าใจที่ถูกต้อง รู้จักการบันทึกรายรับ-รายจ่ายส่วนตัว และเห็นความสำคัญของการจัดการทางการเงินในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งปลูกฝังแนวคิดเรื่องความซื่อสัตย์ มีวินัย และการวางแผนทางการเงินอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพในอนาคต การดำเนินโครงการนี้มุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างอาจารย์ นักศึกษา นักเรียนและชุมชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาทักษะทางบัญชีให้กับนักเรียนให้สามารถจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายส่วนบุคคลได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่อง รวมถึงการออกแบบระบบบัญชีเบื้องต้นที่เหมาะสมกับลักษณะของกิจกรรมในชุมชน อาทิ กลุ่มนักเรียนในพื้นที่ กระบวนการอบรมถูกออกแบบเป็น 3 ช่วง ได้แก่ สำรวจความต้องการ ออกแบบและจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ และติดตามผลการนำไปใช้จริงในพื้นที่ โดยกิจกรรมทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและการจัดการ และได้รับงบประมาณสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย โดยมีการบริหารงบประมาณอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินโครงการ ทั้งในด้านวิชาการและการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน
เเรงบันดาลใจ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้นอกจากเยาวชน โรงเรียน และชุมชนจะสามารถนำความรู้ไปใช้ในการบริหารจัดการทางการเงินและยังเกิดการพัฒนาองค์ความรู้ในมิติใหม่ที่สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการงานวิชาการกับสภาพแวดล้อมจริงของท้องถิ่น นักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะวิชาชีพด้านบัญชีและการคิดวิเคราะห์จากโจทย์จริง มีความเข้าใจในบริบทของชุมชนมากยิ่งขึ้น ขณะที่อาจารย์สามารถนำข้อมูลที่ได้จากพื้นที่ไปต่อยอดเป็นงานวิจัยหรือองค์ความรู้เพื่อใช้ในการเรียนการสอนในอนาคตอีกด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันที่มีบทบาทในการสนับสนุนและพัฒนาท้องถิ่นอย่างแท้จริง ทำให้โครงการนี้เป็นหนึ่งในแบบอย่างของการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการที่มีประสิทธิภาพและสามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ในระยะยาว
ขั้นตอน
การดำเนินโครงการแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก โดยบูรณาการร่วมกับรายวิชาการจัดการฐานข้อมูลเพื่องานบัญชี (Accounting Database Management) เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติจริงควบคู่กับการเรียนรู้เชิงทฤษฎี โดยมีรายละเอียดดังนี้: ระยะที่ 1 : เตรียมการและสำรวจข้อมูลพื้นที่ - ประชุมอาจารย์และนักศึกษาเพื่อวางแผนการดำเนินโครงการ - ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของชุมชนบ้านหนองบัว ตำบลวังแสง - เก็บข้อมูลบริบทของกลุ่มเป้าหมาย เช่น ลักษณะกิจกรรม รายได้ รูปแบบการทำบัญชีที่ใช้อยู่ - วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปออกแบบเนื้อหาการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับเยาวชน ระยะที่ 2 : การจัดกิจกรรมบริการวิชาการและการเรียนรู้ร่วมกัน - ออกแบบแผนการสอนที่เชื่อมโยงกับรายวิชา โดยแบ่งหน่วยเนื้อหาออกเป็นหัวข้อ ได้แก่ 1. ความรู้พื้นฐานเรื่องบัญชีรายรับรายจ่าย 2. การจัดทำบัญชีสำหรับวิสาหกิจชุมชน - จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่เยาวชน โดยนักศึกษาเป็นผู้ถ่ายทอดร่วมกับอาจารย์ - ให้คำปรึกษาแก่กลุ่มเป้าหมายอย่างใกล้ชิดในลักษณะกิจกรรมกลุ่มย่อย - ฝึกให้นักศึกษาบันทึกกิจกรรม วิเคราะห์ปัญหา และเสนอแนะแนวทางปรับปรุง ระยะที่ 3 : การประเมินผลและสะท้อนกลับสู่การเรียนการสอน - ติดตามผลการนำความรู้ไปใช้จริงในชุมชน เช่น การจัดทำบัญชีจริงของนักเรียนที่ได้อบรมแล้ว - สรุปผลจากแบบประเมิน และการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย - นำผลสะท้อนกลับมาปรับปรุงหน่วยเนื้อหาวิชา และจัดทำรายงานสรุปโครงการ - อาจารย์และนักศึกษานำข้อมูลที่ได้ไปต่อยอดในรูปแบบงานวิจัย บทเรียนกรณีศึกษา หรือบทความวิชาการ แผนดำเนินงานดังกล่าวเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งอาจารย์ นักศึกษา นักเรียน และชุมชน ทำให้เกิด การเรียนรู้ร่วมกันที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของชุมชน และสร้างความเข้มแข็งทางวิชาชีพแก่นักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
ผลสัมฤทธิ์
จากการดำเนินโครงการ “จากห้องเรียนสู่ชุมชน : โมเดลการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก” เกิดองค์ความรู้และผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมในหลายมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะทางบัญชีของนักศึกษา การสร้างระบบบัญชีเบื้องต้นให้ชุมชน และการถอดบทเรียนเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในอนาคต ในด้านของชุมชน กลุ่มเป้าหมายมีความรู้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายส่วนบุคคลและของกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนและชุมชนที่สามารถนำความรู้ไปใช้ปรับปรุงการบันทึกบัญชีให้มีความเป็นระบบ น่าเชื่อถือ และสามารถใช้ข้อมูลในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังสามารถลดความผิดพลาดในการจัดเก็บข้อมูล สร้างแบบฟอร์มบัญชีที่เหมาะสมกับลักษณะกิจการของตนเอง และมีความตระหนักในการใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการข้อมูลพื้นฐานทางการเงินของกลุ่ม ในด้านของนักศึกษา โครงการช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร การวิเคราะห์ปัญหา และการคิดเชิงระบบ จากสถานการณ์จริง ได้ฝึกถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงวิชาชีพสู่ชุมชน ตลอดจนเข้าใจการทำงานร่วมกับคนในพื้นที่อย่างมีจิตสำนึกสาธารณะ อาจารย์ผู้สอนสามารถเก็บข้อมูลจากการดำเนินโครงการเพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาในรายวิชา และต่อยอดเป็นงานวิจัยหรือบทความวิชาการที่เชื่อมโยงกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาท้องถิ่น โดยสรุป โครงการนี้ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งในด้านการเสริมสร้างศักยภาพชุมชน การพัฒนานักศึกษาสู่การเป็นบัณฑิตที่มีความพร้อมด้านวิชาชีพและจิตอาสา และการยกระดับบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในฐานะกลไกสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
รูปภาพผลสัมฤทธิ์
การนำไปใช้
-
เเนวปฏิบัติที่ดี
1. ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ การดำเนินโครงการเริ่มต้นจากการสำรวจความต้องการของชุมชนผ่านการลงพื้นที่จริง โดยมีทั้งอาจารย์และนักศึกษาเข้าร่วมออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับปัญหาและศักยภาพของกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังมีการติดตามผลและประเมินความก้าวหน้าเพื่อพัฒนาต่อยอดในรอบต่อไป 2. บูรณาการรายวิชากับสถานการณ์จริงในชุมชน เนื้อหาจากรายวิชาการจัดการฐานข้อมูลเพื่องานบัญชีถูกนำมาใช้จริงในบริบทของชุมชนบ้านหนองบัว ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง ฝึกการคิดวิเคราะห์เชิงวิชาชีพ และสามารถถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ 3. จัดตั้งทีมที่ปรึกษาทางวิชาการในพื้นที่ คณาจารย์ที่รับผิดชอบโครงการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กลุ่มสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง และได้รับการแนะนำที่ถูกต้องในประเด็นทางบัญชีและการจัดการกิจการ ส่งผลให้การพัฒนาชุมชนมีความต่อเนื่องและยั่งยืน 4. พัฒนาเนื้อหาให้เหมาะสมกับบริบทชุมชน เนื้อหาที่ใช้ในการอบรมถูกออกแบบให้เข้าใจง่าย โดยใช้ภาษาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และจัดทำแบบฟอร์มการบันทึกบัญชีที่สอดคล้องกับลักษณะกิจกรรมของชุมชน เช่น การให้ความรู้เบื้องต้นสำหรับนักบัญชีโรงเรียนบ้านหนองบัว เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริง 5. มีการประเมินและสะท้อนผลเพื่อพัฒนาต่อยอด หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมมีการประเมินผลทั้งจากแบบสอบถามและการสัมภาษณ์รวมถึง การสังเกตผลลัพธ์ของการนำความรู้ไปใช้จริง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงการเรียนการสอน และต่อยอดเป็นบทเรียนหรือกรณีศึกษาในการเรียนครั้งต่อไป 6. เสริมสร้างทักษะและจิตสำนึกนักศึกษา นักศึกษาได้รับโอกาสในการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง ทำให้เข้าใจบริบทของสังคมไทยในระดับท้องถิ่น เกิดความตระหนักถึงบทบาทของตนในฐานะนักบัญชีที่มีจิตสาธารณะ พร้อมทั้งเสริมสร้างทักษะในการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหา
รูปภาพผลงาน
ที่มา
คณะวิทยาการจัดการ