KM

ด้านที่ 1 บริการวิชาการสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น
ชื่อผลงาน : พลิกโฉมชุมชนโพนสวาง ต้นแบบความสำเร็จการบูรณาการองค์ความรู้สู่ การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างครบวงจร
ชื่อเจ้าของผลงาน : สาขาฟิสิกส์ คณะครุศาสตร์
ความคิดริเริ่ม
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้เล็งเห็นสภาพปัญหาและความท้าทายของชุมชนบ้านโพนสวาง ตำบลหนองกุง อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งถึงแม้จะมีทุนทางทรัพยากรและภูมิปัญญาที่อุดมสมบูรณ์ แต่ยังขาดการพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ด้วยความตระหนักในพันธกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฏในการพัฒนาท้องถิ่น คณะฯ จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้น แรงบันดาลใจหลักเกิดจากการศึกษาพบว่า ชุมชนมีศักยภาพทั้งด้านการเกษตร การแปรรูปอาหารพื้นถิ่น และภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังขาดการเชื่อมโยงองค์ความรู้สมัยใหม่กับภูมิปัญญาดั้งเดิม ประกอบกับแนวคิดของศาสตร์พระราชาที่เน้นการพัฒนาอย่างสมดุลใน 3 มิติคือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงนำมาสู่การออกแบบโครงการที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การศึกษากรณีความสำเร็จของ Porter และ Kramer (2019) และศูนย์วิจัยและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น (2567) ยิ่งตอกย้ำว่าการพัฒนานวัตกรรมชุมชนแบบมีส่วนร่วมสามารถเพิ่มรายได้ครัวเรือนได้อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับการบูรณาการพันธกิจของมหาวิทยาลัยทั้งด้านการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ จะช่วยสร้างประสบการณ์เรียนรู้ที่มีคุณค่าแก่นักศึกษา และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนอย่างแท้จริง คณะครุศาสตร์จึงได้ริเริ่มแนวคิด "Community-based Innovation" ที่ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบนวัตกรรม ไปจนถึงการประเมินผลลัพธ์ โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานคิด และมุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงใน 3 ระดับ คือ ระดับบุคคลผ่านการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ ระดับชุมชนผ่านการพัฒนานวัตกรรมและระบบบริหารจัดการชุมชน และระดับเครือข่ายผ่านการสร้างความร่วมมือกับภาคีต่างๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
เเรงบันดาลใจ
คณะครุศาสตร์จึงได้ริเริ่มแนวคิด "Community-based Innovation" ที่ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบนวัตกรรม ไปจนถึงการประเมินผลลัพธ์ โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานคิด และมุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงใน 3 ระดับ คือ ระดับบุคคลผ่านการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ ระดับชุมชนผ่านการพัฒนานวัตกรรมและระบบบริหารจัดการชุมชน และระดับเครือข่ายผ่านการสร้างความร่วมมือกับภาคีต่างๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ขั้นตอน
คณะครุศาสตร์ได้พัฒนาโมเดลการดำเนินงานแบบ "ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ" ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการโครงการพัฒนาชุมชน ดังนี้ ระยะต้นน้ำ การเตรียมความพร้อมและวิเคราะห์ศักยภาพ (1) การวิเคราะห์บริบทชุมชนอย่างมีส่วนร่วม จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการการจัดทำแผนพัฒนา โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน (2) การบูรณาการองค์ความรู้ เชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ จากคณะครุศาสตร์เข้ากับความต้องการของชุมชน โดยมีการบูรณาการกับรายวิชาในหลักสูตร 2 รายวิชา คือวิชาปรัชญาการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร และวิชาของเล่นเชิงฟิสิกส์ ระยะกลางน้ำ การพัฒนานวัตกรรมและดำเนินงาน (1) การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนานวัตกรรม จัดกิจกรรมพัฒนานวัตกรรมและยกระดับเศรษฐกิจชุมชนฐานรากตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (2) การพัฒนาทักษะการแปรรูปผลิตภัณฑ์ จัดอบรมเทคนิคการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยบูรณาการ ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ (3 การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอก ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุง สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแกดำ และวิสาหกิจชุมชน ระยะปลายน้ำ การติดตามประเมินผลและขยายผล (1) การถอดบทเรียน จัดกิจกรรมถอดบทเรียนความสำเร็จ วิเคราะห์ปัญหาและแนวทางแก้ไข (2) การประเมินผลกระทบ ใช้เครื่องมือ Social Return on Investment (SROI) เพื่อวัดผลตอบแทนทางสังคมเชิงปริมาณ (3) การขยายผล สร้างเครือข่ายและขยายผลสู่ชุมชนอื่น โดยจัดทำคู่มือการพัฒนาท้องถิ่นตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ผลสัมฤทธิ์
การดำเนินงานโครงการได้ก่อให้เกิดองค์ความรู้และผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญ ดังนี้ องค์ความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมชุมชน (1) นวัตกรรม ระบบบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนแบบครบวงจร (Integrated Community Enterprise Management System) ที่เชื่อมโยงการผลิต การแปรรูป และการตลาด (2) ผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าเพิ่ม ที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผลสัมฤทธิ์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก (1) การเพิ่มรายได้ครัวเรือน โดยตั้งเป้าหมายให้รายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 (2) ความสุขมวลรวมของครัวเรือน ที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 (3) การเกิดชุมชนต้นแบบ ที่สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้และขยายผลสู่ชุมชนอื่น ผลสัมฤทธิ์ด้านการบูรณาการพันธกิจของมหาวิทยาลัย (4) การบูรณาการการเรียนการสอน กับการบริการวิชาการและการวิจัย ผ่านรายวิชาในหลักสูตร2 รายวิชา คือวิชาปรัชญาการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร และวิชาของเล่นเชิงฟิสิกส์ (5) การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เชิงปฏิบัติ แก่นักศึกษาของคณะครุศาสตร์จำนวน 100 คน (6) การพัฒนาองค์ความรู้ ของอาจารย์และนักศึกษาที่ดำเนินการร่วมกับชุมชน จำนวน 100 คน
รูปภาพผลสัมฤทธิ์
การนำไปใช้
แนวปฏิบัติที่ดีของคณะครุศาสตร์ส่งผลให้เกิดการใช้ประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้ ประโยชน์ต่อชุมชนบ้านโพนสวาง - การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชน ชาวบ้านได้รับการพัฒนาทักษะการแปรรูปอาหารพื้นถิ่น คือ ไส้กรอกอีสาน และเนื้อแดดเดียวสามรส สินค้าอัตลักษณ์ชุมชน ทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในท้องถิ่น - การพัฒนาทักษะและอาชีพ ประชาชนได้รับการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพตามศักยภาพของชุมชน - การสร้างชุมชนต้นแบบ ชุมชนได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประโยชน์ต่อโรงเรียนบ้านโพนสวาง - การพัฒนาทักษะผู้เรียน นักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม - การบรรลุพันธกิจเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น คณะครุศาสตร์สามารถดำเนินการตามพันธกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฏในการพัฒนาท้องถิ่น - การพัฒนาทักษะนักศึกษา นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการทำงานร่วมกับชุมชน - การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานภายนอก
เเนวปฏิบัติที่ดี
จากการดำเนินโครงการ สามารถสรุปแนวปฏิบัติที่ดีของคณะครุศาสตร์ในการบริหารและการจัดการองค์กร ดังนี้ √ การบริหารจัดการโครงการแบบบูรณาการ - การบูรณาการพันธกิจ 4 ด้าน คณะครุศาสตร์ดำเนินการตามพันธกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฏอย่างบูรณาการ ทั้งด้านการผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม - การวางแผนเชิงระบบตามโมเดล "ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ" มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพ การพัฒนานวัตกรรม ไปจนถึงการติดตามประเมินผลและขยายผล - การกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ คือ จำนวนหมู่บ้าน/คนที่เข้าร่วมโครงการ รายได้ที่เพิ่มขึ้น และความสุขมวลรวมของครัวเรือน √ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบพันธมิตร - การประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุง และวิสาหกิจชุมชน - การกำหนดบทบาทที่ชัดเจนของแต่ละภาคส่วน มีการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบที่ชัดเจนของแต่ละหน่วยงาน √ การนำแนวคิดการวัดผลตอบแทนทางสังคม (SROI) มาใช้ - การประเมินผลกระทบอย่างเป็นระบบ มีการนำแนวคิด Social Return on Investment (SROI) มาใช้ในการประเมินผลกระทบของโครงการ - การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เน้นการประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้ได้ข้อมูลผลลัพธ์ที่แท้จริงของโครงการ - การคำนวณมูลค่าทางสังคม มีการคำนวณผลตอบแทนทางสังคมเชิงปริมาณ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าของโครงการ √ การใช้งานวิจัยเป็นฐานในการพัฒนา 1) การนำผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้ โดยนวัตกรรมตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบไฮบริดช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชนจาก 3,500 บาท เป็น 5,800 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน จากการผลิตไส้กรอกอีสานและเนื้อแดดเดียวที่มีคุณภาพสูงและขยายตลาดสู่ช่องทางออนไลน์ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีพลังงานสะอาดนี้ลดต้นทุนการผลิตได้ร้อยละ 35 ทำให้จุดคุ้มทุนลดลงจาก 8 เดือนเหลือเพียง 5 เดือน การสร้างเครือข่าย (บ้าน-วัด-โรงเรียน) ผ่านศูนย์เรียนรู้พลังงานสะอาดชุมชนช่วยขยายองค์ความรู้สู่ 3 หมู่บ้านใกล้เคียง สร้างผู้ประกอบการรายใหม่ และเกิดผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารพื้นถิ่น 2) คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ประสบความสำเร็จในการพัฒนาชุมชนต้นแบบบ้านโพนสวางผ่านการบูรณาการองค์ความรู้และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ก่อให้เกิดนวัตกรรมทางสังคมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพิ่มรายได้ครัวเรือนร้อยละ 30 และพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โครงการนี้ไม่เพียงยกระดับเศรษฐกิจฐานราก แต่ยังส่งเสริมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีสะอาด สะท้อนการพัฒนาที่สมดุลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้อย่างเป็นรูปธรรม
รูปภาพผลงาน
ที่มา
คณะครุศาสตร์