KM

ด้านที่ 4 ศิลปะเเละวัฒนกรรม สืบสานความเป็นไทย
ชื่อผลงาน : มหกรรมแสงสีเสียง “สืบเส้นทางราชมรรคา สู่อโรคยาศาลา สรงสักการะ กู่บ้านเขวา”
ชื่อเจ้าของผลงาน : อาจารย์พิราภรณ์ พันธุ์มณี สำนักศิลปะและวัฒนธรรม
ความคิดริเริ่ม
กู่มหาธาตุ หรือปรางค์กู่บ้านเขวาเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ และสำคัญ ของจังหวัดมหาสารคาม เป็นโบราณสถานที่มีอายุราวๆ ปี พุทธศควรรษที่ 18 สร้างขึ้นเพื่อเป็นอโรคยาศาล ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นศิลปะขอมแบบบายน ทำจากศิลาแลง เป็นรูปกระโจมสี่เหลี่ยม โดยสูงจากพื้นดินถึงยอด 4 วา กว้าง 2 วา 2 ศอก ภายในปราสาท มีเทวรูปทำด้วยดินเผา 2 องค์ นั่งขัดสมาธิ ประนมมือ ถือสังข์ มีกำแพงทำด้วยศิลาแลงล้อมรอบ โคปุระ ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้มีบรรณาลัย 1 หลัง มีซุ้มประตูอยู่กึ่งกลางกำแพงแก้ว ด้านหน้าเป็นทางเข้าออกเพียงด้านเดียว ส่วนอีก 3 ด้าน เป็นประตูหลอก กรอบประตูและทับหลังเป็นหินทราย กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานกู่บ้านเขวา 2 ครั้ง คือ ประกาศกำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ ในราชกิจจนุเบกษา เล่ม 52 วันที่ 8 มีนาคม 2478 หน้า 3695 (คูมหาธาตุ) และ ประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ในราชกิจจนุเบกษา เล่ม 118 ตอนพิเศษ 29ง วันที่ 26 มีนาคม 2544 (กู่บ้านเขวา) ชมชุนตำบลเขวา ก็ได้มีประเพณีและพิธีกรรมตามความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในสถานที่แห่งนี้ โดยการทำบุญสรงน้ำพระพุทธรูป หรือเรียกว่า ประเพณีสรงกู่บ้านเขวา ที่เป็นประเพณีในฮีตสิบสองของชุมชนได้ปฏิบัติมาอย่างยาวนาน ซึ่งประเพณีสรงกู่บ้านเขวา ในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงตามบริบทที่มีความทันสมัย ซึ่งในอดีตการสรงน้ำพระพุทธรูปและขอพรจากเจ้าพ่อปรางค์กู่ในเรื่องสุขภาพ ความสามัคคีของคนในชุมชนและขอให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต ทั้งยังมีมหรสพสมโภชน์ เช่น หมอลำ รำวง ชกมวย โดยจัดงานในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี โดยมีคนจากหลายชุมชนเดินทางมาร่วมงานอย่างคับคั่งและเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ต่อมาเมื่อหน่วยงานรัฐเข้ามามีบทบาททำให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างงานประเพณีสรงกู่ในรูปแบบใหม่ เช่น การรำบวงสรวง การแสดงแสงสีเสียง การประกวดสาวงามประจำปี การออกร้าน เป็นต้น
เเรงบันดาลใจ
จากความเป็นมาของปรางค์กู่มหาธาตุ หรือปรางค์กู่บ้านเขวา รวมไปถึงความเชื่อและความศรัทธาของชาวบ้านในชุมชนตำบลเขวา จึงทำให้ทางสำนักศิลปะและวัฒนธรรม ได้มีแนวคิดในการจัดทำ มหกรรมแสงสีเสียง “สืบเส้นทางราชมรรคา สู่อโรคยาศาลา สรงสักการะ กู่บ้านเขวา” ขึ้นเพื่อเป็นการถ่ายทอดประวัติความเป็นมาของปรางค์กู่มหาธาตุ หรือปรางค์กู่บ้านเขวา รวมไปถึงแสดงประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนตำบลเขวาให้ เยาวชน คนในชุมชน และบุคคลทั่วไปได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของโบราณสถาน และประเพณีของชุมชน เพื่อการทำนุบำรุงและสืบทอดต่อไป
ขั้นตอน
1. ลงชุมชนและค้นหาจากเอกสารทางวิชาการ เพื่อเก็บข้อมูลประวัติและความเป็นมาของประเพณีความเชื่อ และที่มาของปรางค์กู่บ้านเขวา 2. สร้างสรรค์บทละครการแสดงแสงสีเสียง และจัดทำเสียงประกอบการแสดง 3. ถ่ายทอดข้อมูลประวัติปรางค์กู่บ้านเขวา และความเป็นมาของประเพณีของชุมชนตำบลเขวา ให้กับนักศึกษา เพื่อสร้างสรรค์ชุดการแสดงตามบทละคร และขอความร่วมมือชุมชนตำบลเขวา ในการร่วมการแสดงในมหกรรมแสงสีเสียง และทำการซักซ้อมการแสดง 4. จัดแสดง มหกรรมแสงสีเสียง “สืบเส้นทางราชมรรคา สู่อโรคยาศาลา สรงสักการะ กู่บ้านเขวา” ในวันที่ 21 เมษายน 2567
ผลสัมฤทธิ์
1. มหกรรมแสงสีเสียง “สืบเส้นทางราชมรรคา สู่อโรคยาศาลา สรงสักการะ กู่บ้านเขวา” มีผู้เข้าร่วมชมภายในงานจำนวนมาก ทั้งหน่วยงานราชการ คนในชุมชน และประชาชนทั่วไป 2. การถ่ายทอดสด มหกรรมแสงสีเสียง “สืบเส้นทางราชมรรคา สู่อโรคยาศาลา สรงสักการะ กู่บ้านเขวา” มีผู้เยี่ยมชมผ่านการถ่ายทอดสด มากกว่า 2,000 คน
รูปภาพผลสัมฤทธิ์
การนำไปใช้
มหกรรมแสงสีเสียง “สืบเส้นทางราชมรรคา สู่อโรคยาศาลา สรงสักการะ กู่บ้านเขวา” เป็นชุดการแสดงที่เล่าประวัติที่มาของปรางค์กู่บ้านเขวาตั้งแต่อดีต ไปจนถึงประเพณีความเชื่อของชุมชนในปัจจุบัน ซึ่งการแสดงในมหกรรมแสงสีเสียงนี้ จะสร้างความภาคภูมิใจของคนในชุมชน ที่ทราบที่มาและความสำคัญของโบราณสถานแห่งนี้ รวมไปถึงเห็นถึงความสำคัญของการดำรงไว้ซึ่งประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชนต่อการบวงสรวง และสรงสัการะปรางค์กู่
เเนวปฏิบัติที่ดี
มหกรรมแสงสีเสียง “สืบเส้นทางราชมรรคา สู่อโรคยาศาลา สรงสักการะ กู่บ้านเขวา” เป็นการบูรณาการการเรียนการสอนของหลากหลายสาขาวิชาเข้ากับการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นความร่วมมือระหว่างชุมชนตำบลเขวา และมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ในการเล่าขานตำนานของโบราณสถาน และประเพณีของชุมชนให้กับคนทั่วไปได้เห็น และเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของชุมชนเพื่อเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้อีกด้วย
รูปภาพผลงาน
ที่มา
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม