KM

ด้านที่ 1 บริการวิชาการสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น
ชื่อผลงาน : นวัตกรรมกระบวนการบริการวิชาการสู่ชุมชน : การป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ Process Innovation on Academic
ชื่อเจ้าของผลงาน : 1. ดร.ธีรภัทร์ ลอยวิรัตน์ 2. อาจารย์วาสนา บรรลือหาญ 3. ดร.อาภากร ประจันตะเสน
ความคิดริเริ่ม
ในการบริการวิชาการเป็นพันธกิจสำคัญของมหาวิทยาลัยและบทบาทหน้าที่ของบุคลากรมหาวิทยาลัยโดยใช้องค์ความรู้และเครือข่ายที่มีศักยภาพในการส่งเสริมและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น สำหรับในสังคมปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและความทันสมัยที่ประชาชนต้องปรับตัวให้ทันแต่ภัยเงียบที่แทรกเข้ามากับความทันสมัยเป็นอีกปัญหาที่จะต้องเฝ้าระวังร่วมกัน
เเรงบันดาลใจ
สาขาวิชารัฐศาสตร์กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้มีการพัฒนางานด้านบริการวิชาการอย่างต่อเนื่องภายใต้กรอบความร่วมมือ (MOU) ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และในปีการศึกษา 2565 ที่ผ่านมาได้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดปัญหาจากอาชญากรรมไซเบอร์ในชุมชน ผ่านกระบวนการอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้และนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ซึ่งมีองค์กรพัฒนาเอกชน(NGOs)เป็นผู้พัฒนาโปรแกรมขึ้น โดยพื้นที่ชุมชนในจังหวัดมหาสารคามเป็นพื้นที่นำร่องของการจัดกิจกรรมซึ่งเป็นการบริการวิชาการแบบไตรภาคี ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายคือโรงเรียน ผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษาและบุคลากรของสาขาวิชารัฐศาสตร์ การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฝ้าระวังเชิงรุกโดยเริ่มต้นที่ครอบครัวเป็นลำดับแรก ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าของการบริการวิชาการที่เกิดจากกระบวนการเครือข่ายความร่วมมือ3 ฝ่ายประกอบด้วย รัฐ-องค์กรพัฒนาเอกชน(NGOs)-ชุมชน และมีการขยายผลในพื้นที่อื่นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในสังคมร่วมกัน
ขั้นตอน
กรอบการดำเนินงานที่เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ที่สาขารัฐศาสตร์ดำเนินการและพัฒนา องค์ความรู้สู่การบริการวิชาการท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์ โดยมีกระบวนการดังนี้ 1. กระบวนการที่ 1 คือ กระบวนการให้ความรู้ การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวข้อกฎหมายทางด้านอาชญากรรม แรงงานข้ามชาติ การค้ามนุษย์และปัญหาสังคมอื่นๆกับนักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัยและประชาชนที่สนใจเข้าอบรม ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นหน่วยบริการร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ภายใต้บริบท Covid-19 ผ่านระบบออนไลน์และเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 2. กระบวนการที่ 2 คือ การส่งบุคลากรเข้าอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพในการช่วยเหลือสังคม เช่น กิจกรรมการทำคดีและสืบพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้บุคลากรในกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิดหรือเหตุฉุกเฉินใกล้ตัว การเป็นส่วนช่วยหน่วยงานภาครัฐในฐานะประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาสังคมให้น่าอยู่และหนุนเสริมให้หน่วยงานภาครัฐทำงานได้คล่องตัวขึ้น 3. กระบวนการที่ 3 คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดอาชญากรรมไซเบอร์โดยเริ่มจากครอบครัว โรงเรียนและชุมชน ซึ่งเป็นการพัฒนารูปแบบการบริการวิชาการในมิติการสร้างสรรค์สังคมให้เป็นสุขและน่าอยู่ร่วมกัน จึงเป็นมิติใหม่ที่เกิดประสิทธิภาพและเป็นการทำงานเชิงรุกให้เท่าทันเทคโนโลยีที่ก้าวไกล โดยเฉพาะในสังคมประเทศที่กำลังพัฒนาที่ผู้ปกครอง พ่อแม่ จะต้องทำงานและลูกหลานอยู่ในการดูแลเลี้ยงดูของปู่ย่าตายายและโรงเรียน ดังนั้นในการล้อมกรอบเพื่อช่วยกันในการเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดอาชญากรรมไซเบอร์จึงต้องประสานความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายเพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล
ผลสัมฤทธิ์
สำหรับผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานบริการวิชาการของสาขาวิชารัฐศาสตร์ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษคือ 1. ความรู้ความเข้าใจในการเฝ้าระวังอาชญากรรมคดีพิเศษ และอาชญากรรมไซเบอร์ 2. ชุมชนท้องถิ่น โรงเรียนและผู้ปกครองมีการเฝ้าระวังอาชญากรรมไซเบอร์ร่วมกัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับบุตรหลานหรือนักเรียนในโรงเรียนได้ 3. มีการเผยแพร่กิจกรรมบริการวิชาการผ่านสื่อออนไลน์ เช่น Facebook ,Youtube (ลิงค์ที่เผยแพร่ กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมเพื่อเฝ้าระวังอาชญากรรมทางเพศในเด็กและสถานศึกษาร่วมกับมูลนิธิ A21) https://www.youtube.com/watch?v=TNjj4ODr-1M&feature=youtu.be) กิจกรรมที่ 2 ร่วมกิจกรรมเพื่อเฝ้าระวังอาชญากรรมทางเพศในเด็กและสถานศึกษาร่วมกับ Mast Human (ลิงค์ https://www.youtube.com/watch?v=j9FWMIHmqNc ) 4. มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย กรมสอบสวนคดีพิเศษและองค์กรพัฒนาเอกชน Mast Human ในการขยายผลกิจกรรมกับพื้นที่เปราะบางต่อประเด็นปัญหาโดยใช้เครือข่ายภาคประชาชนของกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหน่วยงานรวบรวมข้อมูลและเสนอพื้นที่นำร่องใน 5 จังหวัด คือ จังหวัดตาก ราชบุรี น่าน กำแพงเพชร และสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2566 โดยคณาจารย์และนักศึกษาสาขารัฐศาสตร์ร่วมเป็นวิทยากรกระบวนการในการอบรมและเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชน
รูปภาพผลสัมฤทธิ์
การนำไปใช้
1. ประโยชน์สำหรับชุมชน ในการบริการวิชาการร่วมกับภาคืเครือข่ายกรมสอบสวนคดีพิเศษและสาขารัฐศาสตร์ทำให้เกิดการรับรู้ และสะท้อนปัญหาที่เกิดจากอาชกรรมไซเบอร์และความสำคัญของการเฝ้าระวังในเด็กและเยาวชนของประชาชนในพื้นที่เมืองมหาสารคามโดยได้รับความร่วมมือกับโรงเรียนอนุบาลกิตติยาที่ส่งบุคลากรครู ผู้ปกครองและเด็กนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมเฝ้าระวัง ในการนำแอปพลิเคชันที่ถูกพัฒนาโดยองค์กรพัฒนาเอกชน(NGOs) ที่ชื่อว่า Mast Human ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายของกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนแอปพลิเคชันดังกล่าวชื่อว่า “Parental Values” เป็นแอปพลิเคชันที่ใช้กับเด็กและผู้ปกครองในการสอดส่องดูแลพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เนทและการเข้าเว็บไซต์ที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อการล่อลวงต่างๆ และนอกจากนี้กลุ่มเป้าหมายให้ข้อเสนอแนะการปรับปรุงแอปพลิเคชัน รวมถึงมีกิจกรรมระดมสมองเพื่อสะท้อนปัญหาการใช้เทคโนโลยีในเด็กทั้งในกลุ่มครู และกลุ่มผู้ปกครอง รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นของเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม 2. ประโยชน์ในการพัฒนานักศึกษา เนื่องจากนักศึกษารัฐศาสตร์ได้มีส่วนในการเป็นวิยากรกลุ่ม(แม่ไก่) การใช้แอปพลิเคชันและทดลองใช้เอง ส่งผลให้นักศึกษามีความกล้าแสดงออก ส่งเสริมความเป็นผู้นำและได้ตระหนักในเรื่องอาชญากรรมไซเบอร์ในยุคปัจจุบันเพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้นักศึกษารู้เท่าทัน และสามารถส่งต่อความรู้ไปยังครอบครัว ชุมชนได้ 3.ประโยชน์สำหรับบุคลากรสาขารัฐศาสตร์ เป็นการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อปรับใช้ในการเรียนการสอนและการบริการวิชาการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาท้องถิ่นตามพันธกิจของมหาวิทยาลัยต่อไปได้
เเนวปฏิบัติที่ดี
การบริการวิชาการเป็นพันธกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่การเรียนการสอน ซึ่งการแสวงหาความร่วมมือทางวิชาการเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนท้องถิ่นเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้การบริการวิชาการมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สาขาวิชารัฐศาสตร์ได้ดำเนินการบริการวิชาการอย่างต่อเนื่องและได้รับความร่วมมือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และในมิติใหม่ในการบริการวิชาการสู่ชุมชนคือการแสวงความร่วมมือเพิ่มขึ้นและมีกระบวนการประยุกต์เทคโนโลยีเข้ามาดำเนินการแก้ไชปัญหา สำหรับนวัตกรรมกระบวนการบริการวิชาการสู่ชุมชน : การป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์“รัฐ - NGOs – ชุมชน” โดยมีกระบวนการนำความรู้สู่การทดลองใช้ และปรับปรุงพัฒนาต่อยอดขยายผล ซึ่งพื้นที่นำร่องที่แรกคือเมืองมหาสารคามและเป็นกิจกรรมที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย กระบวนการดังกล่าวเป็นความร่วมมือแบบไตรภาคี (Tripartite) ที่มีทั้ง รัฐ : มหาวิทยาลัย กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) และชุมชน ร่วมกันป้องกันและแก้ปัญหาในสังคม ซึ่งนวัตกรรมกระบวนการดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้ในการบริการวิชาการและแก้ปัญหาต่างๆ ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถือว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการป้องกันและแก้ปัญหาชุมชนและสังคมได้อย่างยั่งยืน
รูปภาพผลงาน
ที่มา
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์