KM

ด้านที่ 3 ด้านวิจัยเเละนวัตกรรม
ชื่อผลงาน : ผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ข้าวเทียมเพื่อสุขภาพสำหรับคนและสัตว์สู่การได้รับ 2 อนุสิทธิบัตรทรัพสินธุ์ท
ชื่อเจ้าของผลงาน : อาจารย์ธานินทร์ สิงกันยา
ความคิดริเริ่ม
ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย และอีกหลายประเทศทั่วโลก การบริโภคข้าวเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดจากบรรพบุรุษที่ส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นข้าวจึงเป็นอาหารหลักที่สำคัญโดยเฉพาะคนไทย ข้าวเป็นอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย โดยคาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี คาร์โบไฮเดรตเป็นโภชนศาสตร์ที่ร่างกายให้ความสำคัญ โดยเมื่อบริโภคเกินความต้องการร่างกายจะเก็บสะสมในรูปไขมันซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอ้วน โดยโรคอ้วนเป็นจุดเริ่มต้นของโรคที่สำคัญ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต ภาวะความดัน และโรคมะเร็ง เป็นต้น โรคอ้วนทั้งในคนและสัตว์เป็นปัญหาทางสุขภาพที่สำคัญเกิดจากพฤติกรรมการกินที่มากเกินความต้องการของร่างกาย และที่สำคัญการที่จะลดปัญหาดังกล่าวโดยเฉพาะโรคอ้วนนั้นจำเป็นต้องใช้ความอดทนและความพยายามเป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันวิธีการลดน้ำหนักเพื่อลดความอ้วนที่มีประสิทธิภาพคือการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ด้วยเหตุนี้การลดความอ้วนจึงเป็นเรื่องยากและมีผู้ประสบผลสำเร็จน้อย
เเรงบันดาลใจ
จากเหตุผลข้างต้นผู้วิจัยจึงมีแนวคิดในการหาวัตถุดิบที่มีคุณสมบัติที่คล้ายข้าวที่คนไทยนิยมบริโภค โดยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลและทดลองเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่เหมาะสม โดยวัตถุดิบดังกล่าวสกัดได้จากพืชเป็นหลักและมีคุณสมบัติต้านการย่อยและดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้รู้สึกอิ่มหลังรับประทาน ส่งผลต่อการลดน้ำหนัก และลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิธิภาพ นำไปสู่การลดปัญหาโรคอ้วนที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป
ขั้นตอน
การวิจัยเพื่อให้ได้สิ่งประดิษฐ์ข้าวเทียมเพื่อสุขภาพ เป็นการค้นคว้าข้อมูลคุณสมบัติของวัตถุดิบที่มีคุณสมบัติคล้ายข้าวสวยสุกพร้อมรับประทาน มีวิธีดำเนินงาน ดังนี้ 3.2.1 การสืบค้นข้อมูลวัตถุดิบธรรมชาติที่มีคุณสมบัติคล้ายแป้งและสามารถขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ได้ 3.2.2 การนำวัตถุดิบแต่ละชนิดมาทดสอบคุณสมบัติที่สามารถทดแทนข้าว เช่น รูปลักษณ์ ความนุ่ม รสสัมผัส สี กลิ่น เป็นต้น 3.2.3 การทดสอบคุณสมบัติต้านการย่อยและดูดซึม 3.2.4 การทดสอบคุณค่าทางโภชนาการ 3.2.5 การทดสอบความชอบของผู้บริโภค 3.2.6 การยื่นขอจดอนุสิทธิบัตรทรัพสินธุ์ทางปัญญา 3.2.7 การได้รับอนุสิทธิบัตรทรัพย์สินธุ์ทางปัญญา
ผลสัมฤทธิ์
จากการศึกษาและวิจัยการผลิตข้าวเทียมเพื่อสุขภาพทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพ และสามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ และที่สำคัญสามารถแก้ปัญหาด้านสุขภาพสำหรับคนและสัตว์ โดยเฉพาะปัญหาโรคอ้วน และโรคเบาหวาน และปัจจุบันผลิตภัณฑ์ได้รับอนุสิทธิบัตร จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา จำนวน 2 อนุสิทธิบัตร โดยชิ้นแรก ในชื่อ “กรรมวิธีการผลิตข้าวเทียมจากกัวกัม” เลขที่อนุสิทธิบัตร 19451 ออกให้ ณ วันที่ 15 มีนาคม 2565 และผลงานชิ้นที่ 2 ในชื่อ กรรมวิธีการผลิตข้าวเทียมจากคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส (Carboxymethyl cellulose) เลขที่อนุสิทธิบัตร 22989 ออกให้ ณ วันที่ 27 ธันวาคม 2566 ดังนั้นการศึกษาวิจัยที่สามารถจดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาถือว่าเป็นผลงานที่มีคุณค่าสำหรับผู้ประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์ปัญหาระดับชาตินำไปสู่ความภาคภูมิใจทั้งตัวผู้คิดค้นและหน่วยงานต้นสังกัด และที่สำคัญสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้จะสามารถแก้ปัญหาสุขภาพทั้งคนและสัตว์ก่อให้เกิดประโยชน์โดยส่วนรวมซึ่งเป็นเป้าหมายและวัตถุประสงค์หลักข้อผู้คิดค้นและผู้วิจัยอย่างแท้จริง
รูปภาพผลสัมฤทธิ์
การนำไปใช้
ข้าวเทียมเพื่อสุขภาพสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาผู้ที่มีปัญหาด้านการลดน้ำหนักและกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายทั้งสองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มปัญหาหลักของประเทศที่เกิดขึ้นกับทุกเพศทุกวัย ดังนั้นข้าวเทียมเพื่อสุขภาพถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมอาหารที่มีคุณสมบัติในการแก้ปัญหาข้างต้นคือ เป็นอาหารทดแทนที่ทำให้รู้สึกอิ่มหลังรับประทาน อีกทั้งไม่เกิดการย่อยและดูดซึมไปใช้ประโยชน์ในร่างกาย แต่มีความสำคัญต่อจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารของคนและสัตว์กระเพาะเดี่ยวซึ่งคุณสมบัติข้างต้นคือจุดเด่นในการแก้ปัญหาสุขภาพ และที่สำคัญรูปลักษณ์ รสสัมผัสก็ใกล้เคียงข้าวสุกที่มนุษย์รับประทานทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจในการรับประทานมากขึ้น ปัจจุบันผู้วิจัยได้นำไปทดสอบในมนุษย์ และสัตว์ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี พร้อมทั้งมีผลิตภัณฑ์ข้าวเทียมสำหรับคนและสัตว์เผยแพร่สู่สาธารณะทางสื่อออนไลน์ และมีแผนจะนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์เพื่อเผยแพร่ไปกลุ่มผู้บริโภคที่มีปัญหาสุขภาพในอนาคตต่อไป
เเนวปฏิบัติที่ดี
การผลิตงานวิจัยในรูปแบบนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เป็นงานวิจัยที่จะนำปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมมาออกแบบเพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศ โดยเริ่มจากการเป็นผู้ที่ชอบศึกษาปัญหาเชิงระบบระดับประเทศ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับการวิจัยของตน โดยปัญหาที่เราจะแก้ไขต้องเป็นปัญหาที่สำคัญที่มีคนจำนวนมากได้รับผลกระทบ เมื่อเจอเรื่องที่เราสนใจแล้วเราจะต้องหาที่ปรึกษา และหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความเข้าใจและมีแนวทางในการสร้างผลงาน เมื่อเรามีข้อมูลมากพอและเข้าใจสิ่งที่จะทำแล้ว ก็เริ่มทดลองวิเคราะห์ และเก็บข้อมูล จากนั้นเมื่อมั่นใจในผลการทดลองก็เข้าสู่กระบวนการจัดเก็บข้อมูลเพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการยื่นขอคุ้มครองสิทธิในการวิจัยในรูปของสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรต่อไป
รูปภาพผลงาน
ที่มา
คณะเทคโนโลยีการเกษตร