KM

ด้านที่ 3 ด้านวิจัยเเละนวัตกรรม
ชื่อผลงาน : การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-ป.3) โดยใช้โรงเ
ชื่อเจ้าของผลงาน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาดา หวังสิทธิเดช,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพงศ์ ทิพย์ชาติ,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่
ความคิดริเริ่ม
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาที่มุ่งพัฒนาการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาลที่เน้นการพัฒนาคนเป็นหลักในการพัฒนาประเทศ (แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560-2564) และนำประเทศสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ซึ่งตามกรอบยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นตามพระบรมราโชบาย ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) มีนโยบายที่เป็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาวและเป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศที่มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน และระบุกลยุทธ์ไว้ในยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและพัฒนาครู เกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สู่การศึกษา 4.0 จะเห็นได้ว่าการส่งเสริมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สู่การศึกษา 4.0 นั้นให้ความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมและใช้นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียน ครูหรือบุคลากรทางการศึกษาจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้ พัฒนาและยกระดับตนเองให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ในห้องเรียนและนำมาใช้ในงานวิจัยครู ตลอดจนสามารถจัดการนวัตกรรมเพื่อให้ได้นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์ ตอบโจทย์ในองค์กรได้ ภาษาไทย ถือเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่สำคัญ การเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักเรียนไทยต้องอาศัยทักษะพื้นฐานด้านภาษาที่ดี จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างยั่งยืนและมีความสุขในสังคม และด้วยการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ของเด็กไทย และยกระดับคุณภาพการศึกษา การนำองค์ความรู้ไปสู่การช่วยพัฒนาการเรียนการสอน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา บูรณาการจัดการศึกษาระหว่างสถาบันอุดมศึกษา โรงเรียน และชุมชน ม่งเน้นกลุ่มนักเรียนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา แก้ปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ตลอดจนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนให้สอดคล้องกับความจำเป็นความต้องการของท้องถิ่นและชุมชน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองตามศักยภาพเพื่อให้เป็นคนในศตวรรษที่ 21 อย่างสมบูรณ์
เเรงบันดาลใจ
สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ตระหนักเห็นความสำคัญในการยกระดับการศึกษา และเพื่อเป็นการต่อยอดจากการดำเนินโครงการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ จึงร่วมมือกับคณาจารย์คณะครุศาสตร์ ผู้บริหารสถานศึกษาเครือข่ายพัฒนาวิชาชีพครู และคณะครูที่ปฏิบัติการสอนสาระภาษาไทย มุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-ป.3) โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ มีกระบวนการ Coaching and Mentoring ร่วมด้วย เป็นการนำองค์ความรู้ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนตามบริบทของโรงเรียนความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาการอ่าน การเขียนของนักเรียนในพื้นที่บริการ ถือได้ว่าเป็นโครงการที่มีความสำคัญที่ต้องดำเนินการภายใต้ความรับผิดชอบในการพัฒนาโรงเรียนในท้องถิ่น ซึ่งสอดรับกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ในการพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรให้มีคุณภาพ ตามมาตรฐานวิชาการและวิชาชีพ และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้นได้
ขั้นตอน
สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน ดำเนินงานตามกระบวนการ 4 ระยะ โดยยึดรูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยดำเนินการตามขั้นตอน 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นเตรียมความพร้อม เป็นการสร้างแรงจูงใจ ปลุกพลังการเรียนรู้ให้ผู้เข้าอบรม เกิดความกระตือรือร้น อยากเรียนรู้ ระยะที่ 1 ขั้นเตรียมการเพื่อพัฒนา 1.1 ดำเนินการ กิจกรรม MOU กับผู้บริหารโรงเรียนเครือข่ายฯและครูกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างความร่วมมือ ตระหนักและความเข้าใจในโครงการฯ จำนวน 10 โรงเรียนเป้าหมาย 1.2 กิจกรรมสัมมนาปลุกพลังครูระดับประถมศึกษาด้วยเทคนิคการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียน แบบ Active Learning โดยวิทยากร ครูภาษาไทยต้นแบบ 1.3 กิจกรรมระดมพลังการสร้างนวัตกรรมและเครื่องมือประเมินทักษะการอ่าน การเขียน สำหรับโรงเรียน เครือข่ายพัฒนาวิชาชีพครู โดยวิทยากรเชี่ยวชาญ ขั้นปฏิบัติงานกลุ่ม เป็นการทำงานร่วมกันและสรุปความคิดเห็นของกลุ่ม ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มอื่นๆ โดยที่วิทยากรช่วยเสริมข้อมูลหรือความรู้ที่สำคัญให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ระยะที่ 2 ขั้นดำเนินการพัฒนา 2.1 ร่วมพัฒนาครูกลุ่มเป้าหมาย โดยการดำเนินการ ดังนี้ 2.1.1 กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ การใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้การอ่าน การเขียน กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายพัฒนาวิชาชีพครู โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ครูต้นแบบ เพื่อให้ความรู้ ทักษะการออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียน และวางแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับนวัตกรรม 2.1.2 กิจกรรมผลิตนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ขั้นประยุกต์ใช้ เป็นขั้นการนำนวัตกรรมไปใช้จริงกับนักเรียน ระยะที่ 3 ขั้นทดลองใช้นวัตกรรม 3.1 ทดสอบการอ่าน การเขียนของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายก่อนการใช้นวัตกรรม 3.2 ครูกลุ่มเป้าหมายนำนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย พร้อม เก็บข้อมูล ขั้นติดตามผล เป็นขั้นการติดตาม ประเมินผลด้วยกระบวนการ Coaching and Mentoring และ PLC ระยะที่ 4 ติดตามและประเมินผลการพัฒนาและผลที่เกิดกับนักเรียน 4.1 ติดตามผลการนำนวัตกรรม เทคนิค การจัดการเรียนรู้ ไปใช้อยางเปนระบบ ด้วยกระบวนการ Coaching and Mentoring และ PLC ร่วมกับผู้อำนวยการ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย แบ่งออกเปน 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ติดตามผลการนําความรูจากการอบรมเชิงปฏิบัติการไปใชในการจัดการเรียนรู้ ระยะที่ 2 ติดตามผลระหว่างการจัดกระบวนการเรียนรู้กับนักเรียน ระยะที่ 3 ติดตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับนักเรียนและประเมินผลนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ 4.2 ติดตามสอบถามความคิดเห็นการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมาย 4.3 เผยแพร่สื่อนวัตกรรมแบบออนไลน์แตละโรงเรียน
ผลสัมฤทธิ์
ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการ ระยะที่ 1 ขั้นเตรียมการเพื่อพัฒนา 1. กิจกรรม MOU กับผู้บริหารโรงเรียนเครือข่ายฯและครูกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างความร่วมมือ ตระหนักและความเข้าใจในโครงการฯ จำนวน 10 โรงเรียนเป้าหมาย ผลการดำเนินการ : สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้กำหนดจัดกิจกรรมลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามกับโรงเรียนเครือข่ายความร่วมมือทางการวิจัย ภายใต้โครงการ “การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียนของนักเรียนในระดับประถมศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ” ณ ห้องประชุมรองศาสตราจารย์ ดร.สมเจตน์ ภูศรี ชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 10 โรงเรียน ดังนี้ 1.โรงเรียนอนุบาลกันทรวิชัย 2.โรงเรียนเมืองวาปีปทุม 3.โรงเรียนศรีโกสุมวิทยามิตรภาพที่209 4.โรงเรียนอนุบาลวาปีปทุม 5.โรงเรียนบ้านท่าสองคอน 6.โรงเรียนบ้านหินลาด 7.โรงเรียนบ้านหนองโนอีดำ 8.โรงเรียนบ้านหนองเขื่อนช้าง 9.โรงเรียนบ้านเชียงยืน 10.โรงเรียนบ้านกอกหนองผือ 2. กิจกรรมสัมมนาปลุกพลังครูระดับประถมศึกษาด้วยเทคนิคการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียน แบบ Active Learning โดยวิทยากร ครูภาษาไทยต้นแบบ ผลการดำเนินการ : โรงเรียนเครือข่ายที่ลงนาม MOU จำนวน 10 โรงเรียน ส่งครูผู้สอนสาระภาษาไทยเข้าร่วมกิจกรรม สัมมนาปลุกพลังครูระดับประถมศึกษาด้วยเทคนิคการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียน แบบ Active Learning โดยทีมวิทยากร ครูภาษาไทยต้นแบบจากโรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ได้แก่ คุณครูธนินท์รัฐ กฤษฎิ์ฉันทัชท์ ศิริวิศาลสุวรรณ (ครูโย) คุณครูจุฑามาศ ประภากรเจริญ (ครูแอน) ดำเนินกิจกรรมกระบวนการปลุกพลังครูระดับประถมศึกษาด้วยเทคนิคการจัดการเรียนรู้ ด้านการอ่าน การเขียน แบบ Active Learning ในยุค New Normal , กิจกรรมกระบวนการกลุ่ม: การสร้างสื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียน แบบ Active Learning และนำสื่อที่ผลิตไปใช้ประกอบการเรียนการสอนใน ชั้นเรียน 3. กิจกรรมระดมพลังการสร้างนวัตกรรมและเครื่องมือประเมินทักษะการอ่าน การเขียน สำหรับโรงเรียนเครือข่ายพัฒนาวิชาชีพครู โดยวิทยากรเชี่ยวชาญต้นแบบ ผลการดำเนินการ จากการดำเนินกิจกรรมครูผู้เข้าร่วมอบรมได้แนวคิดการจัดการเรียนรู้ดังนี้ - แนวคิดการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านการอ่านและการเขียนด้วยนวัตกรรมการศึกษา - การปฏิรูป CAI (Curriculum, Instruction, Assessment) ในระดับชั้นเรียน - การจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ Active Learning - แนวคิดการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงรุก - การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการอ่านและการเขียน - วิเคราะห์ตัวชี้วัดและสาระการอ่านและการเขียนภาษาไทยในหลักสูตรแกนกลาง - การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงรุก (1 หน่วย 9 แผน) - การออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการอ่านและการเขียน - Case study การจัดการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านการอ่านและ การเขียน - ปฏิบัติการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสมรรถนะ ด้านการอ่านและการเขียน - การประเมินสมรรถนะและการสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผล - ปฏิบัติการสร้างเครื่องมือวัดและประเมิน - เครื่องมือวัดและประเมินผล ระยะที่ 2 ขั้นดำเนินการพัฒนา 2.1 ร่วมพัฒนาครูกลุ่มเป้าหมายระยะที่ 2 โดยมีผลการดำเนินการ ดังนี้ ผลการดำเนินการ : 2.1.1 กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ การใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้การอ่าน การเขียน กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายพัฒนาวิชาชีพครู โดยผู้เชี่ยวชาญต้นแบบ เพื่อให้ความรู้ ทักษะการออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียน และวางแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับนวัตกรรม 2.2.2 กิจกรรมผลิตนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย กิจกรรมฝึกปฏิบัติการกลุ่มย่อย: ทักษะการออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียน และวางแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับนวัตกรรม พร้อมนำเสนอสาธิตเทคนิคการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 เครื่องมือการประเมินผลการอ่าน การเขียน จากการดำเนินกิจกรรมทั้ง 2 กิจกรรมครูที่เข้ารับการอบรมได้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ คู่มือการจัดการเรียนรู้ สื่อ เครื่องมือการวัดและประมินผล เพื่อนำไปใช้จริงกับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย จากภาพ : คู่มือนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียน ชันประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 ระยะที่ 3 ขั้นทดลองใช้นวัตกรรม 3.1 ครูที่เข้าร่วมอบรมดำเนินการทดสอบการอ่าน การเขียนของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายก่อนการใช้นวัตกรรม 3.2 ครูที่เข้าร่วมอบรมนำนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย พร้อมเก็บข้อมูล 3.3 ทดสอบการอ่าน การเขียนของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายหลังการใช้นวัตกรรม ผลการดำเนินการ : ครูผู้เข้าอบรมนำนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ไปทดลองใช้จริงกับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย โดยมีการทดสอบการอ่าน การเขียน ก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม พบว่า นักเรียนร้อยละ 80 มีการพัฒนาด้านการอ่าน การเขียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ระยะที่ 4 ติดตามและประเมินผลการพัฒนาและผลที่เกิดกับนักเรียน 4.1 ติดตามผลการนำนวัตกรรม เทคนิค การจัดการเรียนรู้ ไปใช้อยางเปนระบบ ด้วยกระบวนการ Coaching and Mentoring และ PLC ร่วมกับผู้อำนวยการ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย แบ่งออกเปน 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ติดตามผลการนําความรูจากการอบรมเชิงปฏิบัติการไปใชในการจัดการเรียนรู้ ระยะที่ 2 ติดตามผลระหว่างการจัดกระบวนการเรียนรู้กับนักเรียน ระยะที่ 3 ติดตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับนักเรียนและประเมินผลนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ 4.2 ติดตามสอบถามความคิดเห็นการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมาย 4.3 เผยแพร่สื่อนวัตกรรมแบบออนไลน์แตละโรงเรียน ผลการดำเนินงานในการติดตามรูปแบบ Coaching and Mentoringของการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียนของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ การติดตามผลในรูปแบบ Coaching and Mentoring ดำเนินการทั้งหมด 3 ระยะโดยแต่ละระยะมีรายละเอียดดังนี้ ระยะที่ 1 การติดตามรูปแบบ Coaching and Mentoring ในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ของคุณครูผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยการนำความรู้มาบูรณาการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ตามระดับชั้นที่รับผิดชอบ ประเมินโดยใช้แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้โดยแบ่งเป็นในแต่ละระดับชั้น ผลที่เกิดขึ้นจากการติดตามรูปแบบ Coaching and Mentoring ในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ของคุณครูผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยการนำความรู้มาบูรณาการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ตามระดับชั้นที่ตนเองรับผิดชอบ ในภาพรวมการจัดทำแผนการเรียนรู้ของคุณครูในทุกระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.29, S.D. = 0.46) ภาพรวมในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅ = 4.54, S.D. = 0.42) และภาพรวมในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅ = 4.64, S.D. = 0.39) โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้วทุกระดับชั้นมีค่าเฉลี่ยของการจัดทำองค์ประกอบของแผนครบถ้วน อยู่ในระดับมากที่สุด ระยะที่ 2 การติดตามรูปแบบ Coaching and Mentoring ในระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยคุณครูจะต้องนำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบไว้ในระยะที่ 1 นำสู่การปฏิบัติโดยนำสื่อหรือนวัตกรรมที่ได้ออกแบบและจัดเตรียมไว้ ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมการพัฒนาการด้านการอ่าน การเขียน ไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียน ประเมินโดยใช้แบบประเมินการจัดการเรียนรู้ ผลที่เกิดขึ้นจากการติดตามรูปแบบ Coaching and Mentoring ในการติดตามการนำแผนการจัดการเรียนรู้และสื่อหรือนวัตกรรมที่คุณครูผู้สอนได้เตรียมไว้ไปใช้ ในการจัดกิจกรรมในห้องเรียนในภาพรวมของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียนของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.41, S.D. = 0.65) ภาพรวมระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.36, S.D. = 0.61) และภาพรวมในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅ = 4.69, S.D. = 0.46) ระยะที่ 3 การสะท้อนผลและสรุปผลการติดตามการ Coaching and Mentoring ในระยะที่ 3 ของการติดตามผลแบบ Coaching and Mentoring เป็นการสะท้อนผลและสรุปภาพรวมของกระบวนการจัดการเรียนรู้กับผู้เรียน โดยกิจกรรมมีการถอดบทเรียนจากโรงเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยการสะท้อนผลจากคุณครูผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษา ผลที่เกิดขึ้นจากการการสะท้อนผลและสรุปผลการติดตามการ Coaching and Mentoring สรุปผลดังนี้ คุณครูมีความมุ่งมั่น พยายามปรับปรุงแก้ไข กระบวนการจัดกิจกรรมการสอนของตนเองเป็นอย่างมากเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพกับผู้เรียน สามารถจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้และสื่อที่สอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ และสามารถรวมเป็นคู่มือการจัดการเรียนรู้ทั้งในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ผลิตและสร้างสื่อที่สอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ส่งเสริมความสามารถด้านการอ่าน การเขียนของผู้เรียน มีแนวทางการพัฒนาสื่อที่นำไปต่อยอดกับกิจกรรมการเรียนการสอนเดิมของตนเองได้หลากหลายรูปแบบ คุณครูสามารถใช้สื่อหรือนวัตกรรมร่วมกับการสอนได้ดี และผู้เรียนให้ความสนใจกับสื่อที่คุณครูผลิตและนำมาใช้ประกอบการเรียนอย่างสนุกสนาน และทำให้ผู้เรียนสนใจการเรียนรู้ในด้านการอ่าน การเขียนเพิ่มขึ้น
รูปภาพผลสัมฤทธิ์
การนำไปใช้
ผลงานความสำเร็จของการขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-ป.3) โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ ความเป็นเลิศ ส่งผลให้ 3.4.1 ครูได้องค์ความรู้ concept การเข้าร่วมโครงการ และองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการอ่านการเขียน 3.4.2 ครูได้โครงสร้างหน่วยการเรียนรู้ 1 หน่วย 9 แผน 3.4.3 ครูได้รับความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาการอ่านและการเขียน 3.4.4 ครูได้แนวทางการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงรุก ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อนำสู่การปฏิบัติ 3.4.5 ครูมีแนวทางการสร้างสื่อ (นวัตกรรม) เครื่องมือวัดและประเมินผล 3.4.6 ครูปฏิบัติการสร้างสื่อ เครื่องมือ (แบบฝึกหัด, แบบประเมินการอ่าน การเขียน, แบบประเมินสมรรถนะ, แบบประเมินคุณลักษณะ, ข้อสอบ) ได้เครื่องมืออย่างน้อย 1 ชนิด 3.4.7 ผลการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-ป.3) โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ 1) ไดสื่อ/นวัตกรรม จํานวน 3 ชุดการเรียนรู้ และการเผยแพร่ระบบ 3 ระบบ นักเรียนรอยละ 80 มีผลการอาน การเขียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ครูรอยละ 80 มีสมรรถนะการจัดการเรียนรูและการสรางนวัตกรรมสูงขึ้น
เเนวปฏิบัติที่ดี
นวัตกรรมและแนวปฏิบัติที่นำมาดำเนินการจนเกิดเป็นผลงานที่ดี สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม มีแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-ป.3) โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ตามกรอบยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นตามพระบรมราโชบาย ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) มีนโยบายที่เป็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาวและเป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศที่มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน การส่งเสริมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สู่การศึกษา 4.00 ให้ความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมและใช้นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียน ครูหรือบุคลากรทางการศึกษาจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้ พัฒนาและยกระดับตนเองให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ในห้องเรียนและนำมาใช้ในงานวิจัยครู ตลอดจนสามารถจัดการนวัตกรรมเพื่อให้ได้นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์ ตอบโจทย์ในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันสมัย โดยการพัฒนาภายใต้รูปแบบ Active Learning เน้นการมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่หลากหลายจนเกิดเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ โดยมี 4 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นเตรียมความพร้อม ปลุกพลัง กระตุ้นความสนใจ ใฝ่เรียนรู้ ขั้นปฏิบัติงานกลุ่ม สนทนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวบรวมแนวคิด สร้างนวัตกรรม ขั้นประยุกต์ใช้ นำสู่การปฏิบัติจริง ขั้นติดตามผล สะท้อนผลผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Coaching and Mentoring ซึ่งกระบวนการดำเนินงานอยู่ภายใต้วงจรที่มีคุณภาพ PDCA และรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน Active Learning 4 ขั้นตอนนี้ จะเป็นนวัตกรรมและแนวทางการขับเคลื่อนตามหลักการพัฒนาด้านการอ่านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การจัดการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรม จัดทำเป็นคู่มือ แบบฝึกหัดการอ่าน การเขียน ซึ่งครูทั้ง 10 โรงเรียนนำนวัตกรรมไปใช้กับนักเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning จนเกิดเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) จำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียน บ้านกอกหนองผือ โรงเรียนอนุบาลวาปีปทุม โรงเรียนเมืองวาปีปทุม
รูปภาพผลงาน
ที่มา
สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน