KM

ด้านที่ 1 บริการวิชาการสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น
ชื่อผลงาน : การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำท้องถิ่นตามบริบทชุมชน
ชื่อเจ้าของผลงาน : รองศาสตราจารย์ ดร.ภักดี โพธิ์สิงห์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
ความคิดริเริ่ม
ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐) และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ในประเด็นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ (พ.ศ. 2561 – 2580) จะเป็นกรอบหลักของการพัฒนาประเทศไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน โดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นเครื่องมือหรือกลไกที่สำคัญ ในการถ่ายทอดยุทธศาสตร์ชาติ๒๐ ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ไปสู่การปฏิบัติและขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายในระยะยาวที่กำหนดไว้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ มียุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำคือ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และมีแนวทางการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง คือ ๑) การรักษาฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สร้างสมดุลการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม ๒) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อให้เกิดความมั่นคง สมดุล และยั่งยืน ๓) การบริหารจัดการ เพื่อลดความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ และได้จัดทำทิศทางการพัฒนาภาคในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ เพื่อเป็นเครื่องมือในการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ การกำหนดทิศทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ตามศักยภาพภูมิสังคมของแต่ละภาค ทั้ง ๖ ภาค ซึ่งในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้กำหนดทิศทางการพัฒนาด้านน้ำในแต่ละภาคไว้ให้สอดคล้องและสนับสนุนกัน จากสถานการณ์และแนวโน้มการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเปลี่ยนแปลงกระแสโลกและการเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมไปเป็นสังคมอุตสาหกรรมมากขึ้น มีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการเพิ่มผลิตภาพการผลิต มีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบกึ่งอุตสาหกรรม ที่ผ่านมามีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่ยั่งยืน พื้นที่ป่าถูกทำลาย การบำบัดน้ำเสียทำได้น้อย การลงทุนจัดหาแหล่งน้ำขนาดใหญ่มีจำนวนจำกัดเนื่องจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม การจัดการน้ำเสียยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันและพอเพียง ทำให้การยกระดับคุณภาพแหล่งน้ำสำคัญยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ซึ่งปัจจัยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีส่วนสัมพันธ์กับการกำหนดประเด็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ
เเรงบันดาลใจ
การบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยในปัจจุบันดำเนินตามกรอบงานของแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ๒๐ ปี (ปรับปรุงช่วงที่ 1 พ.ศ. 2566 – 2580)ประกอบด้วย ด้านที่ ๑ การจัดการน้ำอุปโภค บริโภค ด้านที่ ๒ การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ด้านที่ ๓ การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ด้านที่ ๔ การอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำ ด้านที่ ๕ การบริหารจัดการ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ อปท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับกระทบโดยตรงจากสภาพปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และมีหน้าที่โดยตรงในการแก้ไข บรรเทา ป้องกัน ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับประชาชนในท้องถิ่น จะต้องได้มีการดำเนินงานทางวิชาการเพื่อการศึกษาวิเคราะห์สภาพบริบทของพื้นที่อย่างรอบด้านรวมทั้งการศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน มาจัดทำเป็นแผนงานและโครงการเพื่อการป้องกันบรรเทาและแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จัดทำเป็นแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของตำบลระยะ 5 ปี ที่สอดคล้องกับกฎหมายและยุทธศาสตร์ของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ทั้งยังสามารถใช้อ้างอิงสำหรับการจัดทำแผนงานและโครงการต่างๆที่เกี่ยวข้องต่อไปอย่างน้อย 5 ปี โครงการนี้จึงเป็นงานทางวิชาการที่สำคัญยิ่งในการที่จะนำองค์กรไปสู่เป้าหมายการพัฒนาดังกล่าว
ขั้นตอน
การกำหนดแนวสำรวจ การสำรวจทางธรณีฟิสิกส์จะวัดลักษณะความแตกต่างคุณสมบัติทางกายภาพของสิ่งต่างๆ อยู่ในชั้นดินด้วยเครื่องมือที่ออกแบบมาให้สามารถตรวจวัดหาความแตกต่างทางกายภาพเฉพาะตัวของวัตถุได้โดยการ สำรวจธรณีฟิสิกส์เป็นการตรวจวัดที่ผิวดินและแปลความหมายไปที่ระดับความลึกใต้ผิวดินเป็นการเพิ่ม ขอบเขตความสามารถของการสำรวจใต้ผิวดินที่ไม่ได้เห็นผลได้ทันทีเพื่อพิสูจน์ข้อมูลเป็นไปได้อย่างแม่นยำขึ้น มีผลช่วยให้ลดต้นทุนในการสำรวจและการพัฒนาแหล่งน้ำหรือวัตถุประสงค์อื่นอนึ่งการสำรวจด้วยวิธีทางธรณี ฟิสิกส์อาจไม่ใช่วิธีที่บอกผลที่ต้องการได้ทันทีแต่จะต้องอาศัยการแปรผลเป็นสำคัญ การกำหนดแนวสำรวจและการวิเคราะห์มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1.เพื่อสำรวจให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งตำบล 2.เพื่อเป็นตัวแทนพื้นที่ที่มีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกันได้มากที่สุด 3.เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปแปรผลให้การเชื่อมโยงทั้งแบบ Line และ Area และมีความถูกต้องมากที่สุด การลงพื้นที่ดำเนินงานสำรวจ การปฏิบัติการสำรวจธรณีฟิสิกส์ด้วยวิธีหาค่าความต้านทานไฟฟ้าจำเพาะของชั้นดิน แต่ละจุดจะต้องมีการพิจารณาความเหมาะสมของตำแหน่งที่จะปฏิบัติการจริงที่จะทำให้การดำเนินการมีความถูกต้องและมีค่า ผิดพลาด (error) น้อยที่สุด โดยมีการตรวจสอบความผิดปกติที่ปรากฏชัดของค่าที่ได้จากวัดทุกครั้งของการตอก หมุดแท่งโลหะและทำการแกไขทันทีที่ตรวจพบ มีการทำงานในรูปแบบของการตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์จากส่วนกลาง เพื่อเป็นการรับประกันความถูกต้องและสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลทีจะนำไปใช้ในการ แปร ผลในชั้นตอนต่อไป ให้ได้มากที่สุด
ผลสัมฤทธิ์
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำท้องถิ่นตามบริบทชุมชนด้วยการจัดทำ แผนงาน โครงการ และรูปแบบการพัฒนาระบบสำหรับการชะลอน้ำ (water retention) การกักเก็บน้ำ (water detention) การเพิ่มน้ำในดิน (soil water reservation) การเติมน้ำใต้ดิน(groundwater recharge) และรูปแบบบริหารจัดการด้วยปฏิทินน้ำ (water calendar) และบัญชีสมดุลน้ำ (water budgeting) และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับการบริหารจัดการน้ำท้องถิ่น (LWMA,loT,GIS)
รูปภาพผลสัมฤทธิ์
การนำไปใช้
3.3.1การสร้างการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภายนอก ด้านความร่วมมือการจัดการน้ำในลุ่มน้ำสาขา/ลุ่มน้ำย่อย โดยการทำข้อตกลงความร่วมมือกับ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้อถิ่นที่อยู่ในลุ่มน้ำสาขาเดียวกัน คณะกรรมการลุ่มน้ำสาขา เป็นต้น 3.3.2 ด้านการบริหารจัดการเพื่อผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตร โดยการทำข้อตกลงความร่วมมือกับองค์กรหรือเครือข่ายที่เกิดข้องกับการผลิตสินค้าเกษตร เช่น ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ย ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องมือทางการเกษตร และ ควรจะต้องทำความร่วมมือกับองค์กร หรือเครือข่ายด้านการตลาดและการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตร 3.3.3 ด้านวิชาการ โดยการทำข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันหรือองค์กรต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์สองด้านคือ การนำความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้องมาใช้ และการสนับสนุนให้พื้นที่เป็นที่เรียนรู้ ด้านการจัดการน้ำและและด้านการเกษตร 3.3.4 ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการทำข้อตกลงความร่วมมือหรือการว่าจ้างกับองค์กรเอกซนที่ให้บริการด้านการเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับการดำเนินงานด้านต่างๆขององค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งควรจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและสร้างให้เกิดพฤฒิกรรมหมู่ของการทำงานด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยี 3.3.5 การมีส่วนร่วมในพื้นที่ เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของการบริหารหรือ การเมืองระดับท้องถิ่นจึงควรจะต้องมีการจัดตั้งองค์กรสาธารณะประโยชน์ในตำบล เช่น มูลนิธิเพื่อการพัฒนาตำบล สำหรับเป็นองค์กรหลักในการดำเนินการต่างๆ ประกอบกันด้วย ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วม โดยการจัดตั้งคณะกรรมการน้ำตำบล ซึ่งมีรายละเอียดการดำเนินการและการจัดตั้งว่าด้วยเรื่องกลไกและบทบาทชุมชนอยู่แล้ว ด้านการผลิตสินค้าเกษตรเกรดคุณภาพ โดยการส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรเพื่อผลิตสินค้า เกษตรเกรดคุณภาพหรือสินค้าเกษตรนอกฤดูกาล ในรูปแบบของสมาร์ทฟาร์ม เป็นการผลิตสินค้าเกษตร สำหรับจำหน่ายลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่มีการสั่งซื้อสินค้าแน่นอน ด้านการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตร โดยการจัดตั้งกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่เพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินการด้าน การตลาดและจัดจำหน่ายสินค้าแบบออนไลน์ โดยเฉพาะการจำหน่ายสินค้าไปต่างประเทศ ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ โดยการพัฒนาแปลงเกษตรให้สามารถรองรับการท่องเที่ยว ด้านการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์
เเนวปฏิบัติที่ดี
สร้างกลไกความร่วมมือของเครือข่าย ทั้งเครือข่ายวิชาการ ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรมีการจัดตั้งกลุ่มเป็นนิติบุคคล เข่น มูลนิธิเพื่อการพัฒนาตำบล รวมทั้งบันทึกข้อตกลงการทำงานให้ชัดเจน ระบุหน้าที่รับผิดชอบ ร่วมกันดำเนินโครงการจัดการน้ำชุมชน ประกอบด้วยการดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) จัดตั้งคณะกรรมการน้ำตำบล (2) จัดทำ/ใช้ประโยชน์ ผังน้ำตำบล (3) จัดทำบัญชี-สมดุลน้ำตำบล (4) ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการจัดการข้อมูลและความรู้ (5) บริหารจัดการนี้าท้องถิ่นอย่างชาญฉลาด (6) จัดตั้งกองทุนเพื่อการจัดการน้ำท้องลิ่น (7) จัดทำกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนงานด้านการจัดการนี้ท้องถิ่นอย่างบูรณาการ
รูปภาพผลงาน
ที่มา
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์