ด้านที่ 1 บริการวิชาการสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น
ชื่อผลงาน : นวัตกรรมการเข้าถึงกฎหมายของเยาวชน เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานศึกษาปลอดภัย
ชื่อเจ้าของผลงาน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวนัย ทะคำสอน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัชวรรณ์ ลีโรจนวุฒิกุล, ผู้ช่วยศาสตราจารย์กา
|
 |
| ความคิดริเริ่ม |
| การบริการวิชาการและการถ่ายทอดองค์ความรู้เป็นพันธกิจอันสำคัญยิ่งประการหนึ่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามและคณะนิติศาสตร์ การสร้างองค์ความรู้ทางด้านกฎหมายด้วยการบริการวิชาการแก่สังคม ชุมชน
โดยใช้องค์ความรู้จากการเรียนการสอนและการวิจัยของคณะนิติศาสตร์ จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ทางกฎหมายให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งต่อไป อนึ่ง การสร้างชุมชนและสังคมให้เข้มแข็งนั้น นอกจากเป็นพันธกิจของมหาวิทยาลัยและคณะนิติศาสตร์แล้ว ยังถือเป็นพันธกิจสำคัญของหน่วยงานภาครัฐในชุมชนท้องถิ่นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในอดีตที่ผ่านมาการปฏิบัติงานตามพันธกิจของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนโรงเรียนซึ่งมีความใกล้ชิดกับเยาวชนและชุมชนท้องถิ่นต่างดำเนินพันธกิจของตนตามศักยภาพและความชำนาญที่ตนมีเท่านั้น
คณะนิติศาสตร์จึงมีการถอดบทเรียนจากการออกบริการวิชาการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และตกผลึกเป็นแนวคิดในการบริการวิชาการและสร้างชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนที่เรียกว่า Much คือ การบริการวิชาการที่ลงทุนลงแรงไม่ต่างจากเดิมโดยเพิ่มกระบวนการบางประการ แล้วได้ผลลัพธ์ที่มากกว่าทั้งในแนวดิ่ง คือ มีความรู้ที่ถูกต้องชัดเจนมากขึ้น และในแนวระนาบ คือ มีการเผยแพร่ความรู้ได้กว้างขวาง คงทน และมีประชาชนเข้าถึงความรู้ได้ทั้งจำนวนและพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น (Make to more to much) โดยคำว่า much มาจากคำพ้องเสียงของกระบวนการมีส่วนร่วมครั้งนี้ กล่าวคือ ม.ร.ร.ช. (ม. = มหาวิทยาลัย, ร. = รัฐ,หน่วยงานของรัฐ, ร. = โรงเรียน, ช. = ชุมชนท้องถิ่น)
|
| เเรงบันดาลใจ |
| โดยได้นำเอานโยบายด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาของ สพฐ. มาเป็นกรอบในการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สำคัญไปสู่นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และชุมชน เช่น การกระทำความผิดทางอาญาที่ควรรู้ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การละเมิดต่อสิทธิ การจราจร เป็นต้น โดยมีมหาวิทยาลัยในฐานะผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง สถานีตำรวจภูธรในฐานะที่เป็นผู้ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดในชุมชน โรงเรียนในฐานะสถานศึกษาซึ่งใกล้ชิดกับเยาวชนและชุมชนท้องถิ่น ในการร่วมกันสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกฎหมายและทัศนคติที่ถูกต้องในเรื่องต่าง ๆ ไปสู่เยาวชน ผู้ปกครอง และชุมชนท้องถิ่น บนพื้นฐานของความสนุกสนานแต่แฝงไปด้วยความรู้และแง่คิด ผ่านทางสื่อสร้างสรรค์ดิจิทัล (คลิปละครสั้น) เมื่อดำเนินการครบถ้วนตามกระบวนการข้างต้น นักเรียนในโรงเรียนและคุณครูในโรงเรียนจะได้รับองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันและอยู่ร่วมกันในโรงเรียนได้อย่างถูกต้องและมีความสุขมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจให้แก่ตัวนักเรียนซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดทัศนคติที่ดีแก่เยาวชนในการพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นพลเมืองที่ดีต่อไป นอกจากนี้ ผู้ปกครองและชุมชนยังเกิดความภาคภูมิใจในตัวบุตรหลานที่อยู่ในชุมชน และยังได้รับความรู้ผ่านทางละครสั้นที่บุตรหลานร่วมกันแสดง ทำให้ได้รับความสนุกสนานพร้อมทั้งได้รับความรู้ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการถ่ายทอดความรู้ที่แตกต่างไปจากการยัดเยียดให้ผู้รับสารเหมือนในอดีต อีกทั้ง ปัจจุบันประชากรในประเทศไทยสามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้ประมาณ 56.85 ล้านคน โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประชากรที่ใช้โซเชียลมีเดียคิดเป็น 84% การนำเอาละครสั้นดังกล่าวไปเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ก็จะสามารถเผยแพร่ไปยังชุมชนและสังคมได้อย่างกว้างขวาง และสามารถเข้าถึงได้ตลอดไปโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกแต่อย่างใด กระบวนการทั้งหมดนี้จึงสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตและทรัพยากรมนุษย์ของชุมชนท้องถิ่นให้พัฒนาอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม สมดั่งวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย คือ มหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน (A Quality University for Local-based Sustainable Development) |
| ขั้นตอน |
| คณะดำเนินโครงการได้ดำเนินการตามหลักการจัดการองค์ความรู้ ดังนี้
3.2.1 คณะนิติศาสตร์ดำเนินการถอดบทเรียนจากการออกบริการวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยพิจารณาข้อมูลทั้งจากคณาจารย์ที่ออกบริการวิชาการ บุคลากร นักศึกษา และตัวชุมชนผู้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนศึกษาเทคนิค วิธีการ และเทคโนโลยีเพื่อการยกระดับการถ่ายทอดองค์ความรู้ ผลจากการถอดบทเรียนจึงตกผลึกเป็นแนวคิดในการบริการวิชาการและสร้างชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนที่เรียกว่า Much (ม.ร.ร.ช.) ซึ่งประกอบไปด้วย (ม. = มหาวิทยาลัย, ร. = รัฐ,หน่วยงานของรัฐ, ร. = โรงเรียน, ช. = ชุมชนท้องถิ่น)
3.2.2 ศึกษาพันธกิจ เป้าหมาย และความต้องการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้เลือกโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคมเป็นพื้นที่เป้าหมาย เนื่องจาก ผู้บริหารและคณาจารย์มีความพร้อมและเป้าหมายร่วมกัน และเลือกสถานีตำรวจภูธรเชียงยืน เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีบังคับใช้กฎหมาย มีประสบการณ์และสามารถเข้าถึงชุมชนท้องถิ่นพื้นที่เป้าหมายได้เป็นอย่างดี จากนั้นจึงทำการสำรวจความต้องการความรู้ทางกฎหมายของนักเรียน โรงเรียน ชุมชน และสังคมในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา
3.2.3 เสนอโครงการบริการวิชาการ นวัตกรรมการเข้าถึงกฎหมายของเยาวชน เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานศึกษาปลอดภัย และแต่งตั้งคณะดำเนินงานการบริการวิชาการ นวัตกรรมการเข้าถึงกฎหมายของเยาวชน เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานศึกษาปลอดภัย
3.2.4 คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ พิจารณาคัดเลือกคณาจารย์เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านกฎหมายในหัวข้อ ความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยแยกเป็นหัวข้อย่อย ดังนี้ 1) ภัยคุกคามในสถานศึกษา 2) การพกพาอาวุธปืนในสถานศึกษา 3) การกลั่นแกล้งรังแก (bully) ในสถานศึกษา 4) กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด 5) กฎหมายจราจร 6) การเล่นการพนันในสถานศึกษา 7) การทะเลาะวิวาทในสถานศึกษา
3.2.5 ออกบริการวิชาการ โดยใช้นวัตกรรมการเข้าถึงกฎหมายของเยาวชน เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานศึกษาปลอดภัย โดยการถ่ายถอดองค์ความรู้ด้านกฎหมาย บูรณาการการเรียนการสอน และการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย ตามหัวข้อที่กำหนด โดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนในโรงเรียนร่วมกันผลิต สื่อสร้างสรรค์ดิจิทัล (คลิปละครสั้น) ภายใต้คำแนะนำเรื่องความถูกต้องของเนื้อหาทางกฎหมายของคณะนิติศาสตร์ต่อไป
3.2.6 พิจารณาคัดเลือกหัวที่บริการวิชาการข้างต้น เพื่อสร้างสื่อสร้างสรรค์ดิจิทัล (คลิปละครสั้น) ให้เป็น Model ต้นแบบในการผลิตคลิปละครสั้นแก่นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย และเผยแพร่สู่สาธารณะบนโซเชียลมีเดียต่อไป โดยเลือกหัวข้อเกี่ยวกับการพกพาอาวุธในสถานศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาที่นักเรียน ครู และชุมชนเห็นพ้องว่าเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในสถานศึกษาและชุมชนมากที่สุดในปัจจุบัน
3.2.7 ผู้นำนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรของคณะนิติศาสตร์ ตลอดจน นักเรียน คณะคุณครูโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเชียงยืน ได้ร่วมเป็นนักแสดงและผลิตละครสั้น เรื่อง วัยรุ่นวัยปืน โดยเนื้อหาของบทละครได้รับความอนุเคราะห์จากท่านอาจารย์ ดร.ปัญจชัย เพ็ญประชุม ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดมุกดาหาร อาจารย์พิเศษประจำคณะนิติศาสตร์ เป็นผู้ประพันธ์ กลั่นกรองความถูกต้องและความเหมาะสมของเนื้อหาบทละคร
3.2.8 ผลการดำเนินงานการบริการวิชาการ มีการบรรยายให้ความรู้ทางกฎหมายในหัวข้อ สถานศึกษาปลอดภัย จำนวน 7 หัวข้อย่อย และได้สื่อสร้างสรรค์ดิจิทัล (คลิปละครสั้น) 1 คลิป ซึ่งเป็นคลิปละครสั้นต้นแบบ เพื่อเผยแพร่ใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอน และนักเรียนโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคมสามารถทำคลิปละครสั้นของตนเองเพื่อใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนได้อีกจำนวน 10 คลิป (สแกน QR CODE ในหน้าสุดท้ายเพื่อรับชมคลิป)
|
| ผลสัมฤทธิ์ |
| กระบวนการการบริการวิชาการนี้ ถือเป็นนวัตกรรมการเข้าถึงกฎหมายของเยาวชน เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานศึกษาปลอดภัย บนหลักคิดพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่ การประสานผลประโยชน์และเป้าหมายร่วมกัน ผู้รับสารต้องรับสารโดยความสมัครใจ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนและชุมชนอย่างกว้างขวางและยั่งยืน โดยมีรายละเอียดของหลักคิดพื้นฐาน ดังนี้
3.3.1 การประสานผลประโยชน์และเป้าหมายร่วมกัน เป็นกลไกผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มหาวิทยาลัย สถานีตำรวจภูธร และโรงเรียน ซึ่งมีพันธกิจโดยทั่วไปแล้วแตกต่างกัน การแสวงหาจุดร่วมของพันธกิจหรือเป้าหมายบางประการที่สามารถดำเนินการร่วมกันได้จึงเป็นปัจจัยสำคัญสู่การประสานความร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏมีพันธกิจในการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยคณะนิติศาสตร์มีจุดเด่นในการสร้างองค์ความรู้ด้านกฎหมายที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับในระดับชาติมากว่า 20 ปี แต่ยังคงมีข้อจำกัดในด้านเทคนิคการเข้าถึงและถ่ายทอดไปสู่เยาวชนอายุตั้งแต่ 13 – 18 ปี และด้วยบริบททั่วไปแล้วเยาวชนและประชาชนทั่วไปในชุมชนไม่ได้มองว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นผู้รู้กฎหมายเหมือนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายที่ใกล้ชิดชุมชนมากกว่า
การประสานความร่วมมือกับโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคมนอกจากจะเป็นพื้นที่ในการดำเนินกิจกรรมแล้ว การมีคุณครูในชั้นมัธยมซึ่งมีความเข้าใจและมีเทคนิคในการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เยาวชนจึงเป็นการส่งเสริมให้สาระสำคัญที่คณะนิติศาสตร์ถ่ายทอดให้แก่เยาวชนนั้น เยาวชนสามารถเข้าใจ เรียนรู้ และนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนโรงเรียนก็สามารถตอบพันธกิจในการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาตามนโยบายของ ส.พ.ฐ. ได้ และเมื่อนำไปขยายผลโรงเรียนก็จะมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นจากการที่นักเรียนรู้ถึงสิทธิ หน้าที่ และผลกระทบทางกฎหมายที่เกิดจากการกระทำต่าง ๆ ของตนเองได้
การประสานความร่วมมือกับสถานีตำรวจภูธรเชียงยืน ซึ่งมีพันธกิจโดยทั่วไป คือ การปราบปรามการกระทำความผิดในพื้นที่อำเภอเชียงยืน ซึ่งในปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างชุมชนปลอดภัยนั้นมิได้จำกัดอยู่เพียงการปราบปรามการกระทำความผิดซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น แต่ได้หันมาให้ความสนใจกับการป้องกันการกระทำความผิดอันเป็นการป้องกันก่อนเกิดปัญหามากขึ้น การถ่ายทอดประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง และการร่วมแสดงละครสั้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในชุมชนจริง ๆ เพื่อให้เยาวชนได้เห็นเหตุการณ์ และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ จนเยาวชนเกิดความกลัวไม่กล้ากระทำความผิด อันเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำความผิดดังกล่าว จึงมีผลทำให้เยาวชนและประชาชนในชุมชนที่ได้รับชมคลิปละครสั้น เชื่อถือในบทบาทจึงสามารถเข้าถึงและตระหนักถึงสิ่งที่ละครสั้นนั้นต้องการสื่อสารได้มากขึ้นด้วย
3.3.2 ผู้รับสารต้องรับสารโดยความสมัครใจ ความสนใจในการรับสารหรือองค์ความรู้ใด ๆ ย่อมมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเกิดจากความสนใจโดยสมัครใจของผู้รับสารเอง ดังนั้น การกำหนดให้นักเรียนในโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคมเป็นผู้ร่วมแสดงในคลิปละครสั้นของทางโรงเรียนและคณะนิติศาสตร์ ย่อมสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตัวนักเรียนในฐานะที่เป็นนักแสดง จึงนำไปสู่การเผยแพร่คลิปดังกล่าวไปยังโซเชียลมีเดียส่วนตัวของตนเอง ซึ่งย่อมมีเพื่อนฝูงของนักเรียนให้ความสนใจในการติดตามด้วยความสมัครใจ นอกจากนี้ ผู้ปกครองและญาติมิตรของตัวนักเรียนก็ย่อมมีความภาคภูมิใจและเผยแพร่ส่งต่อไปผ่านช่องทางในโซเชียลมีเดียของตนเอง ซึ่งย่อมเข้าถึงผู้ชมได้ทั้งที่อยู่ในชุมชนท้องถิ่น และสังคมที่อยู่ห่างไกลออกไป ซึ่งผู้ชมแต่ละคนที่รับชมย่อมรับชมคลิปดังกล่าวด้วยความสมัครใจทั้งสิ้น จึงก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการสื่อสารและถ่ายทอดองค์ความรู้ทางกฎหมายและทัศนคติที่ดีซึ่งแฝงอยู่ในคลิปละครสั้นไปยังเยาวชน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป
3.3.3 นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนและชุมชนอย่างกว้างขวางและยั่งยืน โรงเรียนเชียงยืนพิทยาคมสามารถนำคลิปละครสั้นดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย เช่น นำไปใช้เป็นสื่อการสอนแก่นักเรียนรุ่นต่อไป นำไปต่อยอดโดยการปรับเปลี่ยนบทละครให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความสนใจและการเข้าถึงความรู้ของเยาวชนและประชาชนทั่วไป หรือสามารถพัฒนาเป็นหลักสูตรฝึกอบรมด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาและกำหนดตัวชี้วัดเกี่ยวกับความปลอดภัยในสถานศึกษาในด้านต่าง ๆ ได้ในอนาคต
ผลจากการใช้นวัตกรรมการบริการวิชาการดังกล่าวก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ดังนี้
1. นักเรียนและคุณครูในโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป เข้าถึงองค์ความรู้จากสื่อสร้างสรรค์ดิจิทัล (คลิปละครสั้น) ดังกล่าว ผ่านทาง facebook จำนวนทั้งสิ้นกว่า 2,600 ครั้ง และทาง you tube กว่า 9,900 ครั้ง ซึ่งเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่สามารถเผยแพร่องค์ความรู้ทางกฎหมายซึ่งโดยปกติเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับประชาชนทั่วไป ให้สามารถเข้าถึงได้ด้วยความสมัครใจ (สแกน QR CODE ในหน้าสุดท้ายเพื่อรับชมคลิป)
2. มหาวิทยาลัย สถานีตำรวจภูธรเชียงยืน และโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามพันธกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการนำจุดเด่นของบุคลากรแต่ละองค์กรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกัน และยังเป็นการลดการใช้งบประมาณ เวลา และทรัพยากรที่แต่ละหน่วยงานต้องใช้ อันเป็นการเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานของแต่ละองค์กรอีกด้วย
3. นักเรียน คุณครู และประชาชนในท้องถิ่น สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้หลากหลายซึ่งจะได้กล่าวถึงโดยละเอียดในหัวข้อต่อไป
|
| รูปภาพผลสัมฤทธิ์ |
 |
 |
 |
| การนำไปใช้ |
| 3.4.1 นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายมากขึ้น การมีส่วนร่วมในการแสดงละครสั้นทำให้นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ดำเนินชีวิตอยู่ในวิถีทางที่ถูกต้อง ไม่กระทำการอันละเมิดต่อกฎหมาย ลดโอกาสในการกระทำความผิด อันเป็นการส่งเสริมให้สถานศึกษามีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย
3.4.2 นักศึกษาของคณะนิติศาสตร์ได้นำความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่ตนกำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยมาปรับใช้ (ภายใต้การดูแลความถูกต้องจากคณาจารย์) การบูรณาการความรู้ในห้องเรียนสู่การลงมือปฏิบัตินอกจากจะช่วยส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในกฎหมายให้แก่นักศึกษาแล้ว การมีส่วนร่วมในการแสดงละครสั้น และเป็นทีมงานเบื้องหลัง ทำให้นักศึกษาเกิดความภาคภูมิใจในตนเองที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลิตสื่อสร้างสรรค์ดิจิทัล (คลิปละครสั้น) ในครั้งนี้อีกด้วย
3.4.3 บุคลากรของคณะนิติศาสตร์ ได้แก่ คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ได้พัฒนาศักยภาพในด้านวิชาการของตนโดยการนำความรู้ด้านกฎหมายที่ตนมีความเชี่ยวชาญ ทั้งจากการศึกษา การวิจัย และประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานไปถ่ายทอดแก่นักเรียน นักศึกษา ชุมชน และสังคม นอกจากนี้ ยังสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการดำเนินงานไปต่อยอดในการทำงานวิจัย เช่น แนวทางการแก้ไขและลดปัญหาการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนได้อีกด้วย
3.4.4 องค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ในฐานะผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกฎหมายอย่างถูกต้อง นอกจากการบริการวิชาการสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นการประชาสัมพันธ์หลักสูตรสาขาวิชานิติศาสตร์ให้แก่ชุมชน ตลอดจนเป็นการขยายอัตลักษณ์อันโดดเด่นของคณะนิติศาสตร์ แก่นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่สนใจสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้น
โรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม ในฐานะสถานศึกษาซึ่งมีความใกล้ชิดกับเยาวชนและชุมชนท้องถิ่น สามารถนำองค์ความรู้ด้านกฎหมายไปต่อยอดในการสร้างความรับรู้และเป็นต้นแบบของสถานศึกษาที่มีความปลอดภัยต่อไปได้ และ
สถานีตำรวจภูธรเชียงยืน ในฐานะที่เป็นผู้ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดในชุมชน หากสถานศึกษามีความปลอดภัย ย่อมขยายผลความปลอดภัยไปยังชุมชน ลดการกระทำความผิดในชุมชน ย่อมส่งผลดีต่อสถานีตำรวจในแง่ของปริมาณการปราบปรามการกระทำความผิดย่อมลดน้อยลงไปด้วย เจ้าพนักงานตำรวจสามารถดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
3.4.5 ชุมชนท้องถิ่นและสังคม ได้รับความรู้ด้านกฎหมายที่ถูกต้องโดยไม่รู้สึกว่าเป็นการยัดเยียดองค์ความรู้ด้านกฎหมายซึ่งประชาชนทั่วไปมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อและไกลตัว จึงสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันของตนเอง หรือถ่ายทอดต่อไปให้แก่บุตรหลาน เพื่อนฝูง หรือญาติมิตรต่อไปได้ เมื่อประชาชนในชุมชนและสังคมเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองแล้ว ย่อมนำมาซึ่งการปฏิบัติตนอย่างผู้มีอารยะอันเป็นวิถีแห่งชุมชนที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป
|
| เเนวปฏิบัติที่ดี |
| จากการดำเนินการบริการวิชาการ นวัตกรรมการเข้าถึงกฎหมายของเยาวชน เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานศึกษาปลอดภัย โดยวิธีการถ่ายถอดความรู้ด้านกฎหมาย บูรณาการการเรียนการสอน และการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย เกิดเป็นแนวปฏิบัติที่ดีซึ่งคณะ หลักสูตร หรือหน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์ต่อไปได้ ดังนี้
1) แนวคิดในการบริการวิชาการและสร้างชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนที่เรียกว่า Much (ม.ร.ร.ช.) เมื่อองค์กรนำมาปฏิบัติแล้วก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกิจที่มากขึ้น ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นทั้งในแนวดิ่ง คือ สามารถสร้างความรู้ที่ถูกต้องชัดเจนมากขึ้น และในแนวระนาบ คือ สามารถเผยแพร่ความรู้ได้กว้างขวาง คงทน และมีประชาชนเข้าถึงความรู้ได้ทั้งจำนวนและพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น
โดยหน่วยงานอื่นสามารถนำหลักคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมได้ เช่น เปลี่ยนหน่วยงานของรัฐที่เหมาะสมกับเนื้อหาที่ต้องการถ่ายทอด และเปลี่ยนโรงเรียนพื้นที่กลุ่มเป้าหมายได้ตามความเหมาะสมและวัตถุประสงค์ของการบริการวิชาการ
2) ในการสร้างรูปแบบ ม.ร.ร.ช. นั้น มีขั้นตอนเพื่อนำไปสู่หลักพื้นฐานสำคัญที่ต้องคำนึงถึง 3 ประการ ได้แก่
(1) ประสานผลประโยชน์และเป้าหมายร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องศึกษาข้อมูล พันธกิจและความต้องการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประสานผลประโยชน์และเป้าหมายร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
(2) ผู้รับสารต้องรับสารโดยความสมัครใจ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนและชุมชนอย่างกว้างขวางและยั่งยืน จะต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เกิดกลไกการเผยแพร่สื่อสร้างสรรค์ดิจิทัลโดยธรรมชาติ (Organic) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อประสิทธิภาพในการรับเอาองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการรับชม ไม่ใช่เกิดจากการยัดเยียดองค์ความรู้ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการจดจำ การเรียนรู้ หรือการทำความเข้าใจ
(3) นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนและชุมชนอย่างกว้างขวางและยั่งยืน หลังจากการสร้างการมีส่วนร่วมแล้วกลุ่มเป้าหมายจะเกิดความตระหนักในคุณค่าของสิ่งที่ตนมีส่วนร่วม ซึ่งนำไปสู่การสร้างกรอบความคิดและทัศนคติใหม่แก่ตนเอง กล่าวคือ เมื่อเราเป็นผู้ถ่ายทอด สั่งสอน หรือบอกเล่ากับผู้อื่น บุคคลเหล่านั้นย่อมมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามสิ่งที่ตนได้ถ่ายทอดหรือสั่งสอนผู้อื่นมากขึ้น ย่อมนำไปสู่การปรับพฤติกรรมให้กับนักเรียนในการปฏิบัติตนในทางที่เหมาะสมมากขึ้น นำมาซึ่งความปลอดภัยในสถานศึกษาและชุมชนที่เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
3) การนำเอาองค์ความรู้ทางวิชาการอย่างใด ๆ มาผลิตในรูปแบบของสื่อสร้างสรรค์ดิจิทัล (คลิปละครสั้น) ซึ่งมีความสนุกสนานและสอดแทรกองค์ความรู้เข้าไปช่วยให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงสื่อดังกล่าวด้วยความสมัครใจโดยไม่มีการยัดเยียดการรับรู้ข้อมูล ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรับรู้ข้อมูลและการนำไปประยุกต์ใช้ นอกจากนี้สื่อสร้างสรรค์ที่เผยแพร่ลงโซเชียลมีเดียยังสามารถเข้าถึงผู้ชมได้ทุกพื้นที่และเป็นจำนวนมากกว่าการบริการวิชาการแบบเดิมหลายเท่าตัว อีกทั้งยังเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่สามารถเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการ ที่เยาวชนและประชาชนสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้ด้วยตนเองทุกที่ทุกเวลา
|
| รูปภาพผลงาน |
 |
|
ที่มา |
|
คณะนิติศาสตร์ |