KM

ด้านที่ 3 ด้านวิจัยเเละนวัตกรรม
ชื่อผลงาน : รูปแบบการจัดการความรู้เพื่อยกระดับการเรียน การสอน และการวิจัยทางฟิสิกส์
ชื่อเจ้าของผลงาน : สาขาวิชาฟิสิกส์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
ความคิดริเริ่ม
สาขาวิชาฟิสิกส์เล็งเห็นว่าการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตและบุคลากรในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องพัฒนาไปพร้อมกันทั้งด้านการเรียนการสอน การวิจัย และเครือข่ายวิชาการระดับนานาชาติ แต่ที่ผ่านมาองค์ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมประชุมวิชาการมักอยู่ในระดับบุคคล ทำให้เกิดการถ่ายทอดสู่หลักสูตรและนักศึกษาอย่างจำกัด
เเรงบันดาลใจ
จึงพัฒนาแนวทาง "Research-based Knowledge Sharing Model" โดยใช้กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) เป็นกลไกหลัก ตั้งแต่การวางแผน การเตรียมความพร้อม การสร้างองค์ความรู้ร่วม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การถอดบทเรียน และการเผยแพร่ผลลัพธ์ เพื่อให้ความรู้ที่ได้จากเวทีวิชาการระดับนานาชาติสามารถนำกลับมาพัฒนาการเรียนการสอน งานวิจัย และการประกันคุณภาพของหลักสูตรได้อย่างเป็นระบบ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย ยุทธศาสตร์คณะครุศาสตร์ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 4 (Quality Education) ที่มุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและผู้เรียน
ขั้นตอน
การดำเนินงานประยุกต์ใช้วงจรการจัดการความรู้ 7 ขั้น ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 กำหนดองค์ความรู้ที่จำเป็น (Knowledge Identification) วิเคราะห์สมรรถนะที่หลักสูตรต้องการ กำหนดประเด็นองค์ความรู้ด้านการเรียนการสอนและการวิจัยที่ต้องพัฒนา ขั้นที่ 2 แสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition) เข้าร่วมประชุมวิชาการนานาชาติ IAMSTEM 2025 ศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้าน Physics Education สร้างเครือข่ายนักวิจัย ขั้นที่ 3 สร้างและแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Creation & Sharing) นำเสนอผลงานวิจัย แลกเปลี่ยนกับนักวิจัยจากสถาบันต่าง ๆ รับข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ จากงานประชุมวิชาการนานาชาติ IAMSTEM 2025 ขั้นที่ 4 จัดระบบองค์ความรู้ (Knowledge Organization) สรุปองค์ความรู้ใหม่ จัดหมวดหมู่ประเด็นด้านการเรียนการสอน การวิจัย และนวัตกรรม จัดทำรายงานองค์ความรู้ ขั้นที่ 5 ถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer)ถ่ายทอดสู่อาจารย์และนักศึกษา บูรณาการเข้าสู่รายวิชาวิจัยทางฟิสิกส์ ใช้ในการพัฒนางานวิจัยของนักศึกษาในหลักสูตรฟิสิกส์ ขั้นที่ 6 ประยุกต์ใช้ (Knowledge Application) พัฒนาการเรียนการสอน พัฒนางานวิจัย พัฒนาหลักสูตร สนับสนุนการประกันคุณภาพ ขั้นที่ 7 ถอดบทเรียนและปรับปรุง (Lesson Learned) สรุปผลสำเร็จ วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ จัดทำแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) กระบวนการดังกล่าวดำเนินการตามแผนโครงการ ตั้งแต่การประชุมวางแผน การเตรียมความพร้อม การเข้าร่วมประชุมวิชาการ การประเมินผล และการจัดทำรายงานผล
ผลสัมฤทธิ์
การดำเนินงานก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ 5 ด้าน ได้แก่ 1. รูปแบบการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและนักศึกษาผ่านเวทีวิชาการระดับนานาชาติ 2. แนวทางบูรณาการองค์ความรู้จากงานวิจัยเข้าสู่การจัดการเรียนการสอนฟิสิกส์ 3. ระบบการสร้างเครือข่ายวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัย 4. แนวทางการพัฒนาสมรรถนะครูฟิสิกส์มืออาชีพตามมาตรฐานศตวรรษที่ 21 5. แนวปฏิบัติด้านการจัดการความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพหลักสูตร ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ได้แก่  พัฒนาบุคลากรและนักศึกษา จำนวน 36 คน  นำเสนอผลงานวิจัย 3 บทความ และได้ตอบรับตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ AIP Publishing (American Institute of Physics volume 3874, the 4th quarter 2026 indexed in SCOPUS  เกิดเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ  ผู้เข้าร่วมสามารถบูรณาการองค์ความรู้กับการจัดการเรียนการสอนได้จริง  สนับสนุนการประกันคุณภาพหลักสูตรและการพัฒนาครูมืออาชีพ
รูปภาพผลสัมฤทธิ์
การนำไปใช้
องค์ความรู้ที่ได้จากโครงการถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาสาขาวิชาฟิสิกส์ โดยประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน การพัฒนางานวิจัย และการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในหลักสูตร เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และสมรรถนะทางวิชาชีพของผู้เรียน นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานยังถูกนำไปใช้ในการพัฒนาหลักสูตร การประกันคุณภาพการศึกษา การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ และเป็นต้นแบบในการดำเนินโครงการพัฒนาบุคลากรของคณะและมหาวิทยาลัย สามารถขยายผลสู่หลักสูตรหรือหน่วยงานอื่นได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมการพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้และการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาอย่างยั่งยืน
เเนวปฏิบัติที่ดี
แนวปฏิบัติที่ดีของผลงานนี้ คือ การใช้กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) เพื่อเชื่อมโยงการเรียนการสอน การวิจัย และการสร้างเครือข่ายวิชาการ โดยเริ่มจากการแสวงหาองค์ความรู้จากเวทีประชุมวิชาการระดับนานาชาติ นำมาถอดบทเรียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สังเคราะห์ และถ่ายทอดสู่การพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอน และงานวิจัยของสาขาวิชาฟิสิกส์อย่างเป็นระบบ ผลการดำเนินงานก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ พัฒนาศักยภาพบุคลากรและนักศึกษา เพิ่มโอกาสในการสร้างผลงานวิจัยและเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ตลอดจนสนับสนุนการประกันคุณภาพการศึกษาและการผลิตครูมืออาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม แนวปฏิบัตินี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับหลักสูตรหรือหน่วยงานอื่นได้ เนื่องจากมีกระบวนการดำเนินงานที่ชัดเจน มีผลลัพธ์เชิงประจักษ์ และสามารถขยายผลสู่การพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน จึงนับเป็น Best Practice ด้านการวิจัยและนวัตกรรม
รูปภาพผลงาน
ที่มา
คณะครุศาสตร์