KM

ด้านที่ 3 ด้านวิจัยเเละนวัตกรรม
ชื่อผลงาน : การขับเคลื่อนผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์ นวัตกรรมชีวภัณฑ์ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง เพื่อยกระดับศักยภาพผู้เพาะเห็ดอินทรีย์ต้นทุนต่ำของวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านหนองฮี ตำบลเมืองเตา อำเภอพยัค ฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
ชื่อเจ้าของผลงาน : ดร.สายใจ เพ็งที ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุนันทา กินรีวงค์ สังกัดคณะครุศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.ประสพสุข ฤทธิเดช ที่ปรึกษาโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ดร.เกรียงไกร นามนัย สังกัดคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
ความคิดริเริ่ม
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มที่ 3 (กลุ่มพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่และชุมชนอื่น) มีพันธกิจหลักในการมุ่งเน้นงานวิจัยขับเคลื่อนพื้นที่ ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) จากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้เพาะเห็ด พบปัญหาสำคัญของเกษตรกรผู้เพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานและเกษตรกรสมุนไพรแปลงใหญ่ในจังหวัดมหาสารคาม คือ ต้นทุนการผลิตที่สูงจากการพึ่งพาเคมีภัณฑ์ การระบาดของโรคราเขียว (Green Mold: Trichoderma spp.) และแมลงหวี่เห็ด ซึ่งเป็นพาหะนำโรค ส่งผลให้ก้อนเชื้อเห็ดเน่าเสีย มีอายุสั้น (ไม่เกิน 6 เดือน) ให้ผลผลิตต่ำ และเกษตรกรขาดองค์ความรู้ในการบูรณาการวัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างเป็นนวัตกรรมชีวภัณฑ์จากพืชสมุนไพรในชุมชนเพื่อพึ่งพาตนเอง
เเรงบันดาลใจ
ด้วยความสำคัญของปัญหาทำให้คณะทีมวิจัยเกิดแรงบันดาลใจ เกิดจากการผสานพลังเครือข่ายสหวิทยาการ (Interdisciplinary approach) ภายในมหาวิทยาลัย ระหว่างคณะครุศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ และคณะเทคโนโลยีการเกษตร ร่วมกับเครือข่ายภายนอก หอการค้าจังหสัดมหาสารคามและสถานประกอบการเอกชนไร่พารวยร่วมกันขับเคลื่อน "หลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม โดยทุนของกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) หลักสูตรพืชสมุนไพรในชุมชนเชิงพาณิชย์เพื่อการพึ่งตนเองของเกษตรกร" โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรสมุนไพรแปลงใหญ่มหาสารคาม จำนวน 40 คน ทีมวิจัยได้นำ "ข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้าน" เรื่องการหมักพืชสมุนไพรมาทดลองเชิงวิทยาศาสตร์ จนเกิดเป็น "นวัตกรรมกระบวนการผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช บำรุงราก ดอก บำรุงดิน และเพิ่มผลผลิตของพืชได้ทุกชนิด" โดยคัดเลือกสมุนไพรรสขม/รสเผ็ดร้อนในชุมชน ให้กลายเป็นชีวภัณฑ์น้ำหมักมูลค่าสูงใช้กับกลุ่มเป้าหมายของโครงการเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน โดยใช้การจัดการความรู้จากผลงานวิจัยได้นวัตกรรมชีวภัณฑ์ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง มีการดำเนินงานตามข้อกำหนดการจัดการความรู้ด้านนวัตกรรมการวิจัยดังนี้
ขั้นตอน
3.2.1 วัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ผลการวิจัย 3.2.1.1 ผู้เรียนยกระดับศักยภาพการเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานในโอ่งแดงได้ต้นทุนต่ำใช้นวัตกรรมชีวภัณฑ์ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง 3.2.1.2 ผู้เรียนเปรียบเทียบผลลัพธ์การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานในโอ่งแดง ก่อนใช้ธาตพืชและหลังการใช้ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง เพื่อการลดต้นทุนและยืดอายุเห็ดได้ 3.2.2 วิธีการเลือกกลุ่มเป้าหมาย ใช้วิธีเลือกโดยใช้ข้อมูลทะเบียนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการสมุนไพรแปลงใหญ่ของจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มที่มีความสนใจเข้าร่วมโครงการ คือ วิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านหนองฮี ตำบลเมืองเตา อำเภอพยัคฆ์ภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบางคนเป็นผู้ได้เข้าร่วมโครงการสมุนไพรแปลงใหญ่ของจังหวัดมหาสารคาม 3.2.2.1 ผลการศึกษาผู้เรียนยกระดับศักยภาพการเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานในโอ่งแดง ได้ต้นทุนต่ำใช้นวัตกรรมชีวภัณฑ์ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง วิธีการพัฒนาการดำเนินการถ่ายทอดความรู้ผลิตภัณฑ์ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง คณะทีมวิจัยได้ใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยของหลักสูตรพืชสมุนไพรในชุมชนเชิงพาณิชย์ เพื่อการพึ่งตนเองของเกษตรกร ภายใต้โครงการผลิตบัณฑิต พันธุ์ใหม่ พ.ศ. 2568 โดยทุนสนับสนุนจาก สปอว.ใช้วิธีการเรียนรู้องค์ความรู้คู่กับการปฏิบัติมีขั้นตอน (1) การสร้างความตระหนักพืชสมุนไพรใกล้ตัวในชุมชนบ้านหนองฮี โดยใช้วิธีการสนทนากลุ่มแบ่งกลุ่มและ 10 คนได้ 4 กลุ่ม เพื่อระบุพืชสมุนไพรในชุมชนบ้านหนองฮี ที่ยังคงมีอยู่ในชุมชน พบจำนวน 47 ชนิด เช่น ผักหลายชนิด ผลไม้ ฯลฯ ซึ่งแบ่งได้ตามประเภทการใช้ประโยชน์เพื่อ 1) การบริโภค 2) สรรพคุณทางยา 3) การจัดการทางการเกษตร 4) การบำรุงสุขภาพ ความสวยงาม/เครื่องสำอาง เป็นต้น (2) การรู้คุณค่าและมูลค่าสมุนไพรตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองฮี ใช้วิธีการถามตอบผู้เรียนต้องการลดต้นทุนการเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน โดยใช้ชีวภัณฑ์ป้องกันโรคเห็ดเพิ่มผลผลิตและการยืดอายุของเห็ด (3) แนวทางการพัฒนาของกลุ่มเป้าหมาย แนวทางการพัฒนากลุ่มเป้าหมาย โครงการนี้มุ่งพัฒนา "กระบวนการเรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง" (Action Learning) โดยใช้กลุ่มเป้าหมาย (เกษตรกร 40 คน) เป็นทั้งผู้เรียนและผู้ร่วมวิจัย (Co-researchers) นำนวัตกรรมธาตุพืชสำหรับไล่แมลงไปทดลองกับชุดการทดลองที่ต้องการ คือ "การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานในโอ่งแดง" เป็นการประยุกต์ใช้ภาชนะเหลือใช้ในครัวเรือนแทนการสร้างโรงเรือนราคาแพง เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของนวัตกรรมกระบวนการ คณะทีมวิจัยร่วมกับผู้ร่วมวิจัยเกษตรกรได้ดำเนินการทดลองใช้วิธีและขั้นตอนการดำเนินงาน (Methodology) นวัตกรรมกระบวนการนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ตามวงจรเดมมิ่ง (PDCA) เพื่อให้เกิดการจัดการความรู้ที่สากลประกอบด้วยขั้นตอน P : การวางแผนและวิจัยสูตร ──>D : ปฏิบัติการหมักชีวภัณฑ์ ──> C : ทดลองใช้การเพาะเห็ดในโอ่งแดง ──> A : การถอดบทเรียนและขยายผล ขั้นตอนที่ 1: การเตรียมวัตถุดิบใช้วัตถุดิบสมุนไพรธาตุพืชสำหรับไล่แมลง แต่ละชนิดต้องสมบูรณ์ไม่เน่า ไม่มีกลิ่นเหม็น และสัดส่วนมหัศจรรย์ (Formula Optimization) แบ่งวัตถุดิบเป็น 3 กลุ่ม เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน (Synergistic Effect): 1. กลุ่มผลไม้สุกเพิ่มพลังงานและเอนไซม์ (อย่างละ 3 กิโลกรัม): มะละกอสุก, ฝรั่ง, กล้วยสุก, สัปปะรด (รวม 12 กก.) 2. กลุ่มสมุนไพรฤทธิ์ไล่แมลงและต้านเชื้อรา (อย่างละ 2 กิโลกรัม): ใบสะเดา, ใบชะพลู, ต้นตะไคร้, พริกสุก, กระเทียม, ปลีกล้วย (รวม 12 กก.) 3. กลุ่มอาหารเลี้ยงเชื้อและจุลินทรีย์: นมวัว 3 ลิตร, หัวเชื้อธาตุพืชสำหรับไล่แมลง 10 ลิตร, หัวเชื้อ EM 3 ลิตร, กากน้ำตาล 10 ลิตร, นมถั่วเหลือง 2 กิโลกรัม (แช่น้ำ 1 คืนล่วงหน้า) ขั้นตอนที่ 2: กระบวนการหมักเชิงระบบ (Fermentation Process) 1. เตรียมเนื้อสัมผัส: ล้างวัตถุดิบทั้งหมดให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส ช่วยให้จุลินทรีย์ย่อยสลายได้ง่ายและเร็วขึ้น 2. ผสมตัวทำละลาย: นำกากน้ำตาล 10 ลิตร ผสมกับน้ำสะอาดในถังหมักขนาด 100 ลิตร คนให้ละลายสนิทเพื่อป้องกันกากน้ำตาลนอนก้น ซึ่งจะทำให้การหมักไม่สมบูรณ์ 3. บรรจุและเติมเชื้อ: ใส่เอนไซม์พืช/ผลไม้ นมถั่วเหลืองที่แช่แล้ว นมวัว และเทหัวเชื้อธาตุพืช EM ตามลงไป เติมน้ำสะอาดให้ได้ปริมาตรที่เหมาะสม (เหลือพื้นที่ให้อากาศเหนือก้นถังประมาณ 10-15%) 4. การควบคุมการหมัก (Incubation): ปิดฝาถังให้สนิทเพื่อสภาวะไร้อากาศ (Anaerobic) ในช่วงแรก พอครบ 3 วัน เปิดฝาใช้ไม้กวนพลิกกลับวัตถุดิบเพื่อระบายก๊าซและเพิ่มการกระจายตัวของจุลินทรีย์ หมักต่อเนื่องจนครบ 14 - 30 วัน จนได้น้ำหมักธาตุพืชสำหรับไล่แมลงชีวภัณฑ์สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นอมเปรี้ยวหวาน ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ขั้นตอนที่ 3: แผนการนำไปใช้และการบำรุงรักษา (Application Protocol) อัตราส่วนผสม: ธาตุพืชไล่แมลง 2 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 30 ซีซี) ต่อน้ำสะอาด 20 ลิตร ตารางการฉีดพ่นเชิงระบบ (Systematic Calendar) ในแต่ละช่วงเวลา เดือนที่ 1: ฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน (รวม 4 ครั้ง) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและเร่งการเจริญเติบโตในระยะแรก เดือนที่ 2: ฉีดพ่นทุกๆ 10 วัน (รวม 3 ครั้ง) เพื่อรักษาระดับธาตุอาหารและความเข้มข้นของสารไล่แมลง เดือนที่ 3: ฉีดพ่นทุกๆ 15 วัน (รวม 2 ครั้ง) เพื่อประคองผลผลิต ระยะหยุดพัก: ทำต่อเนื่องจนถึง "ก่อนเก็บผลผลิต 15 วัน" ให้หยุดพ่น เพื่อให้เห็ดพัฒนาสปอร์และดอกได้อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วงเวลาปฏิบัติการ: เลือกช่วงเวลาที่ปากใบพืชเปิดและความชื้นเหมาะสม คือ ช่วงเช้า (06.00 น. - 08.00 น.) หรือ ช่วงเย็น (16.00 น. - 18.00 น.) หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดที่จะทำลายจุลินทรีย์และสารสำคัญ
ผลสัมฤทธิ์
องค์ความรู้เชิงลึกและผลสัมฤทธิ์ (Deep Scientific Insights & Success) หัวข้อนี้คือจุดเด่นวิชาการ: วิเคราะห์ลึกว่าทำไมสูตรนี้จึงป้องกันโรคราเขียว แมลงหวี่ และทำให้เห็ดในโอ่งออกดอกได้นานถึง 1 ปี (จากเดิมไม่ถึง 6 เดือน) ใช้วิธีการศึกษาวิเคราะห์คุณสมบัติของพืชสมุนไพรที่ใช้หมักได้ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง ปรากฏรายละเอียดดังนี้ 3.3.1 ผลการศึกษา ผู้เรียนเปรียบเทียบผลลัพธ์การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานในโอ่งแดง ก่อนใช้ธาตุพืชและหลังการใช้ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง เพื่อการลดต้นทุนและยืดอายุเห็ด 3.3.2 การวิเคราะห์สรรพคุณเชิงลึกของวัตถุดิบ (Mechanism of Action) กลุ่มวัตถุดิบ สารสำคัญทางเคมีชีวภาพ กลไก/หน้าที่ต่อนวัตกรรมและการเพาะเห็ด ใบสะเดา อาซาดิแรคติน (Azadirachtin) ยับยั้งการเจริญเติบโตและการลอกคราบของแมลงหวี่เห็ด ทำลายวงจรชีวิต ตัดปัญหาพาหะนำโรค กระเทียม + พริกสุก อัลลิซิน (Allicin) & แคปไซซิน (Capsaicin) มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา (Anti-fungal) โดยเฉพาะ ราสีเขียว และขับไล่แมลงด้วยกลิ่นฉุนและรสเผ็ดร้อน ต้นตะไคร้หอม ซิเตรล (Citral) & ซิโทรเนลลาล (Citronellal) น้ำมันหอมระเหยกลบกลิ่นก้อนเห็ด ทำให้แมลงหวี่เห็ดหาทิศทางเข้าตอมเพื่อวางไข่ไม่ได้ ใบชะพลู สารกลุ่มเบต้า-แคโรทีน และแคลเซียมสูง ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผนังเซลล์ (Cell wall) ของเส้นใยเห็ด ทำให้เส้นใยเหนียว ทนทานต่อการเข้าทำลายของโรค มะละกอ, สัปปะรด, ฝรั่ง, กล้วยสุก เอนไซม์ปาเปน (Papain), โบรมีเลน (Bromelain), กรดอินทรีย์ และวิตามิน ย่อยสลายโปรตีนจากนมและถั่วเหลือง ให้กลายเป็นกรดอะมิโนอิสระ (Free Amino Acids) และน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว พืชและเห็ดดูดซึมไปใช้ได้ทันที นมวัว + นมถั่วเหลือง โปรตีน คลอโรฟิลล์ และธาตุอาหาร เป็นแหล่งไนโตรเจน (N) และฟอสฟอรัส (P) ชั้นดี ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ดให้ฟูและเดินเต็มก้อน หัวเชื้อ EM + กากน้ำตาล จุลินตรีย์กลุ่มผลิตกรดแลคติก และยีสต์ สร้างสภาวะเป็นกรดอ่อนๆ ข่มจุลินทรีย์ก่อโรค (Competitive Exclusion) ทำให้ราเขียวไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ปลีกล้วย สารแทนนิน (Tannin) และโพแทสเซียม (K) แทนนินช่วยยับยั้งเชื้อรา โพแทสเซียมช่วยเพิ่มน้ำหนักและเนื้อสัมผัสของดอกเห็ดให้แน่น 3.3.3 ผลการทดลองชีวภัณฑ์ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง นำใช้เพื่อการทดลองเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานในโอ่งแดง จากการนำไปทดลองจริงกับเกษตรกรต้องการเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานจำนวน 1,000 ก้อนในโอ่งแดง พบผลลัพธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ (Disruptive Results) ดังตาราง "ตารางเปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้ธาตุพืชสำหรับไล่แมลงเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานในโอ่งแดง (Before & After Matrix)" ดังนี้ ตัวชี้วัดผลกระทบ (KPIs) ก่อนการใช้ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง หลังการใช้นวัตกรรมโอ่งแดง + ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง 1. ต้นทุนโรงเรือนก้อนเห็ด ต้องลงทุนสร้างโรงเรือน 15,000 - 25,000 บาท 0 บาท (ปรับใช้โอ่งแดงเก็บน้ำฝนเก่าในบ้าน) 2. อายุการให้ผลผลิตของก้อนเชื้อ ไม่เกิน 6 เดือน (ก้อนเชื้อฝ่อและเน่าเสียเร็ว) ยาวนานถึง 1 ปี (เพิ่มขึ้น 100%) 3. อัตราการสูญเสียจากโรคและแมลง โรคและแมลงสูง (พบโรคราเขียวระบาด และแมลงหวี่รบกวน) ไม่พบโรคราเขียว (0%) และควบคุมแมลงหวี่ได้เด็ดขาด 4. ผลลัพธ์เชิงพาณิชย์และกำไร ผลผลิตต่ำ กำไรผันผวนตามค่าสารเคมีบำรุง ผลผลิต 200 กก./1,000 ก้อน สร้างกำไรสุทธิ 100% 5. ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม มีความเสี่ยงจากการใช้สารเคมีไล่แมลงหวี่ ปลอดสารเคมี 100% เป็นมิตรต่อผู้เพาะและสิ่งแวดล้อม สรุปผลการเปรียบเทียบการเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานในโอ่งแดง ก่อนใช้และหลังใช้ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง (1) การควบคุมโรคและแมลง: สารสกัดจากสะเดา กระเทียม และตะไคร้ ร่วมกับจุลินทรีย์ สามารถ ยับยั้งโรคราเขียวได้อย่างเด็ดขาด 100% และลดปริมาณแมลงหวี่เห็ดลงจนไม่ส่งผลกระทบ (2) การยืดอายุการให้ผลผลิต: เส้นใยเห็ดมีความสมบูรณ์แข็งแรงจากการได้รับกรดอะมิโนจากนมและผลไม้สุก ส่งผลให้เห็ดให้ดอกยาวนานถึง 1 ปี (เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากเดิมที่ก้อนเชื้อจะเสื่อมสภาพภายในไม่ถึง 6 เดือน) (3) ผลผลิตเชิงพาณิชย์: ได้น้ำหนักรวมสูงถึง 200 กิโลกรัม ดอกเห็ดมีขนาดใหญ่ น้ำหนักดี เนื้อแน่น เป็นที่ต้องการของตลาด (4) ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ: จำหน่ายในราคา 100 บาท/กก. ในตลาดเครือข่ายท้องถิ่นและตลาด ปตท. หน้าเรือนจำจังหวัดมหาสารคามทุกวันอาทิตย์ สร้างรายได้รวม 20,000 บาท เมื่อหักต้นทุนค่าก้อนเชื้อและวัตถุดิบพืชสมุนไพรหมักที่ต่ำมากเนื่องจากเป็นวัตถุดิบของเกษตรกรทำให้เกษตรกร ได้กำไรถึง 100%
รูปภาพผลสัมฤทธิ์
การนำไปใช้
ประโยชน์ต่อผู้เรียนบัณฑิตพันธุ์ใหม่ (40 คน) ผู้เรียนเกิดการปรับเปลี่ยนกรอบความคิด (Mindset) จากการพึ่งพาเคมีภัณฑ์มาสู่การพึ่งพาตนเองด้วยวิทยาศาสตร์ชุมชน สามารถผลิตชีวภัณฑ์ธาตุพืชสำหรับไล่แมลงใช้เอง ลดต้นทุนค่าสารเคมีและปุ๋ยได้เกือบ 100% ประโยชน์เชิงพื้นที่ (Area-based Impact) มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เกิดโมเดล "การเพาะเห็ดในโอ่งแดงร่วมกับชีวภัณฑ์ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง" ซึ่งเป็นนวัตกรรมขจัดความยากจน (Poverty Alleviation Model) สำหรับครัวเรือนที่มีพื้นที่จำกัด ไม่ต้องลงทุนทำโรงเรือนหลักหมื่น แต่อาศัยโอ่งแดงเก่าเก็บน้ำฝนมาสร้างรายได้ในครัวเรือนของเกษตรกร การขยายผลสู่ตลาดและวิสาหกิจชุมชน ใช้วัตถุดิบสมุนไพรจากแปลงใหญ่ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมใช้ เกิดการเชื่อมโยงต้นน้ำ (เกษตรกรผู้ปลูกพิชสมุนไพร) กลางน้ำ (นักวิจัย/ผู้หมักชีวภัณฑ์) และปลายน้ำ (ผู้เพาะเห็ดผู้บริโภค และผู้จำหน่ายอาหารปลอดภัยต่อผู้บริโภคในชุมชนและระบบตลาด)
เเนวปฏิบัติที่ดี
3.5.1 คณะทีมวิจัยใช้กระบวนการจัดการความรู้ โดยการถอดบทเรียนเพื่อให้โครงการนี้เป็นต้นแบบการจัดการความรู้ใช้ประโยชน์ธาตุพืชสำหรับไล่แมลงจากผลงานวิจัย คณะทีมวิจัยร่วมกับผู้เรียนเป็นผู้ร่วมวิจัยได้ถอดบทเรียน ผลลัพธ์แนวปฏิบัติที่ดีเป็น 4 เสาหลักแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors) สำหรับผู้เรียน 1. การบูรณาการศาสตร์ (Interdisciplinary Synergy): ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากคณะใดคณะหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม แต่เกิดจาก คณะครุศาสตร์ (วางกระบวนการเรียนรู้ถอดบทเรียน) บูรณาการร่วมกับคณะวิทยาการจัดการ (วางกลยุทธ์ลดต้นทุน เพิ่มกำไร 100% และการตลาด) และคณะเทคโนโลยีการเกษตร (ควบคุมมาตรฐานสูตรหมักและชีววิทยาของเห็ด) เชื่อมโยงการตลาดกับหอการค้าจังหวัดมหาสารคามและสถานประกอบการเอกชนไร่พารวย ให้พื้นที่ตลาด ปตท. หน้าเรือนจำจังหวัดมหาสารคาม เกือบเกษตรกร จำหน่ายดอกเห็ดและธาตุพืชสำหรับไล่แมลงจัดเป็นตลาด ผักสีเขียวทุกวัน อาทิตย์ของโครงการผลิตบัณฑิต พันธุ์ใหม่ 2. นวัตกรรมกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Learning): ไม่ใช่การบรรยายในห้องเรียน แต่เป็นการให้เกษตรกร "ร่วมคิด ร่วมหมัก ร่วมทดลอง และร่วมรับผลประโยชน์" ทำให้เกิดการยอมรับเทคโนโลยีนวัตกรรมโอ่งแดงใช้เพาะเห็ดร่วมกับใช้ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง 3. การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและเข้าถึงง่าย (Appropriate & Low-cost Technology): การเลือกหั่นวัตถุดิบให้เล็ก แช่ถั่วเหลือง การใช้โอ่งแดงเก็บน้ำฝนเก่า เป็นการออกแบบนวัตกรรมที่ "เข้าใจวิถีชีวิตชาวบ้าน" ไม่ซับซ้อน แต่ให้ผลลัพธ์เชิงวิทยาศาสตร์ขั้นสูง 4. ระบบตารางเวลาที่แม่นยำ (Precision Agriculture): การกำหนดปฏิทินฉีดพ่น (7 วัน -> 10 วัน -> 15 วัน) และระเบียบเวลาเช้า/เย็นที่ชัดเจน ช่วยเปลี่ยนผ่านเกษตรกรจากระบบทำตามความรู้สึก (Rule of thumb) มาสู่ระบบเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) ที่วัดผลได้จริง 3.5.2 มิติผลกระทบทางเศรษฐกิจ ผลการใช้งานวิจัยเรื่องนี้เกิดการปฏิวัติโครงสร้างต้นทุนและผลตอบแทน (Economic Disruption & High Yield) การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน 1,000 ก้อนด้วยนวัตกรรม "โอ่งแดงคู่ขนานธาตุพืชชีวภัณฑ์" สร้างจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับการเพาะเห็ดแบบเดิม เช่น (1) การทลายกำแพงต้นทุนถาวร (Fixed Cost Elimination) ของการเพาะเห็ดแบบทั่วไป เกษตรกรต้องลงทุนสร้างโรงเรือนขนาดเล็กที่มีค่าวาล์ว สปริงเกอร์ สแลนกรองแสง และโครงสร้างไม้/เหล็ก รวมเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 15,000 – 25,000 บาท แต่การประยุกต์ใช้ "โอ่งแดงเก่าเก็บน้ำฝน" ที่มีอยู่แล้วในวิถีชีวิตชาวอีสาน ทำให้ต้นทุนค่าโรงเรือนกลายเป็น 0 บาท สามารถเริ่มต้นได้ทันที (2) การเพิ่มผลผลิตแบบก้าวกระโดด (Productivity Amplification) ใช้วิธีการฉีดพ่นธาตุพืชที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโนอิสระจากโปรตีนนมและถั่วเหลือง ร่วมกับเอนไซม์จากผลไม้ ช่วยเร่งการแตกดอกและเพิ่มน้ำหนักต่อดอกอย่างมีนัยสำคัญ เกษตรกรได้ผลผลิตรวมถึง 200 กิโลกรัม สร้างรายได้ 20,000 บาท (3) สมการกำไร 100% จากการยืดอายุการเก็บเกี่ยว โดยปกติก้อนเชื้อเห็ดในโรงเรือนทั่วไปจะมีอายุให้ผลผลิตสูงสุดไม่เกิน 6 เดือนเนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและการเข้าทำลายของราเขียว และแมลงหวี่เห็ด แต่เมื่อเพาะในโอ่งแดงที่มีการควบคุมความชื้นได้คงที่ ร่วมกับการใช้ธาตุพืชที่มีสาร Azadirachtin และ Allicin ป้องกันโรคราเขียวและแมลงหวี่ได้เด็ดขาด ส่งผลให้ ก้อนเชื้อเห็ดมีอายุยืนยาวถึง 1 ปี (เพิ่มขึ้น 100%) ดึงผลผลิตออกขายได้ต่อเนื่อง จนทำให้จุดคุ้มทุน (Break-even point) สั้นลง และสร้างอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) สูงถึง 100% (4) ความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือน (Household Food Security) กรณีศึกษาตัวแบบ "เห็ดในโอ่งแดง" กลายเป็นนวัตกรรมลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้ที่คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ สตรี หรือผู้มีพื้นที่น้อยในชุมชน เกิดการกระจายองค์ความรู้แบบพี่สอนน้องในวิสาหกิจชุมชน ทำให้คนในท้องถิ่นมีแหล่งโปรตีนปลอดภัยบริโภคในครัวเรือนตลอดทั้งปี (5) การฟื้นฟูระบบนิเวศรอบบ้าน: การทดแทนการใช้สารเคมีฆ่าแมลงด้วยสารสกัดหอมระเหยจากตะไคร้ (Citral) และความเผ็ดร้อนจากพริก/กระเทียม ทำให้นิเวศการเพาะปลูกรอบที่อยู่อาศัยปลอดภัย ไม่มีสารเคมีตกค้างในอากาศและดิน สอดคล้องกับมาตรฐาน Organic Thailand ที่ชุมชนและภาครัฐรณรงค์ป้องกันฝุ่น pm 2.5 3.5.3 มิติกระบวนการเผยแพร่องค์ความรู้การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานในโอ่งแดงคู่กับการใช้ชีวภัณฑ์ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง การขยายองค์ความรู้เรื่องการเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน ในโอ่งแดง โดยใช้คู่กับชีวะภัณฑ์ธาตุพืชสำหรับไล่แมลง ได้เผยแพร่ในสื่อท้องถิ่น CC New-Live มีผู้สนใจได้ดูวีดิทัศน์จำนวน 70,000 คน ที่มา เว็บไซต์ https://www.facebook.com/reel/ 1136307431254701
รูปภาพผลงาน
ที่มา
คณะครุศาสตร์