KM

ด้านที่ 2 การผลิตบัณฑิตสู่ความเป็นเลิศ
ชื่อผลงาน : "การพัฒนาสมรรถนะนักวิจัยครูวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ผ่านการขับเคลื่อนรายวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จากแนวคิดในชั้นเรียนสู่การขอรับทุนสนับสนุนและการเผยแพร่ผลงานในระดับนานาชาติ"
ชื่อเจ้าของผลงาน : หลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
ความคิดริเริ่ม
ในช่วงเวลาที่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความท้าทายในโลกแห่งความเป็นจริงมีความซับซ้อนและขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเป็นสำคัญ (Data-driven Age) การผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์จึงมิอาจมุ่งเน้นเพียงการส่งเสริมความรู้เชิงทฤษฎีหรือทักษะปฏิบัติการขั้นพื้นฐานในห้องปฏิบัติการแต่เพียงประการเดียว หากแต่จำเป็นต้องพัฒนา "สมรรถนะด้านการวิจัย (Research Competencies)" ที่ครอบคลุมรอบด้านและสอดคล้องกับบริบทของโลกในยุคปัจจุบัน สมรรถนะด้านการวิจัยที่พึงประสงค์ของนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญ 4 ประการที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ประการแรก สมรรถนะด้านการคิดเชิงวิทยาศาสตร์และการสืบเสาะหาความรู้ อันเป็นรากฐานของการคิดวิเคราะห์เพื่อแสวงหาความจริงและการกำหนดโจทย์วิจัยที่มีคุณค่าเชิงสร้างสรรค์ ประการที่สอง สมรรถนะด้านเทคนิคและการจัดการข้อมูล ซึ่งเน้นความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือขั้นสูงและการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ประการที่สาม สมรรถนะด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบ เพื่อเป็นการยืนยันในการดำเนินการวิจัยเป็นไปตามมาตรฐานสากลและมีความปลอดภัยต่อสังคมโดยรวม และประการที่สี่ สมรรถนะด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่มีความซับซ้อนให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย รวมถึงการบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์เพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม สมรรถนะเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตครูวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากบัณฑิตคณะครุศาสตร์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ที่พึงประสงค์มิได้จำกัดเพียงผู้มีความรู้เชิงเนื้อหาเท่านั้น หากแต่ต้องเป็นผู้มีทักษะการตั้งคำถาม การออกแบบการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ และการสื่อสารผลงานวิจัยอย่างเป็นระบบ ทักษะเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ครูวิทยาศาสตร์จะส่งต่อไปยังผู้เรียนในรุ่นต่อไป ทั้งนี้ ครูวิทยาศาสตร์ที่ผ่านประสบการณ์การวิจัยจริงย่อมมีศักยภาพในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-Based Learning) ได้อย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การสร้างห้องเรียนวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และจุดประกายให้ผู้เรียนเกิดแรงบันดาลใจในการแสวงหาความรู้
เเรงบันดาลใจ
ดังนั้น สำหรับการจัดการเรียนการสอนรายวิชาวิจัยในระดับปริญญาตรีในปัจจุบันยังคงมีข้อจำกัด กล่าวคือ รายวิชาจำนวนมากสิ้นสุดลงเพียงรายงานวิจัยที่ไม่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ไม่ได้รับการพัฒนาต่อยอด และไม่ก่อให้เกิดประสบการณ์วิจัยที่แท้จริงสำหรับนักศึกษา ด้วยเหตุนี้ หลักสูตรสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จึงริเริ่มแนวคิดในการปรับเปลี่ยนรายวิชา "การวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์" จากรายวิชาที่กระบวนการวิจัยของนักศึกษาสิ้นสุดภายในห้องเรียน ให้กลายเป็นเวทีสำหรับ "บ่มเพาะนักวิจัยรุ่นเยาว์ที่มุ่งเน้นผลผลิตที่เป็นรูปธรรม" (Outcome-Oriented Research Course) โดยกำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นภาคการศึกษา ได้แก่ การพัฒนาโครงร่างวิจัยสู่การขอรับทุนสนับสนุน การนำเสนอผลงานในเวทีวิชาการ และการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับชาติหรือนานาชาติ อีกทั้ง การทำความเข้าใจและกำหนดกรอบสมรรถนะด้านการวิจัยดังกล่าวอย่างชัดเจนนั้น มิใช่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้มีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นนักวิจัยในระดับนานาชาติเท่านั้น หากยังเป็นแนวทางสำคัญสำหรับสถาบันการศึกษาในการออกแบบหลักสูตรและกระบวนการประเมินผล เพื่อขับเคลื่อนระบบบริบทการวิจัยและส่งเสริมการพัฒนาประเทศให้ดำเนินไปอย่างยั่งยืน
ขั้นตอน
หลักสูตรได้ออกแบบกระบวนการของรายวิชาแบบบูรณาการครบวงจร แบ่งเป็น 8 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 การปรับพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และกระบวนการวิจัย ดำเนินการจัดการเรียนการสอนเนื้อหาวิทยาศาสตร์ควบคู่กับธรรมชาติของการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคนิคการทบทวนวรรณกรรม ความรู้พื้นฐานด้านระเบียบวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และจริยธรรมการวิจัย เพื่อเสริมสร้างรากฐานความเข้าใจที่มั่นคงก่อนเข้าสู่กระบวนการวิจัย ขั้นที่ 2 ระบบจัดสรรอาจารย์ที่ปรึกษาสำหรับนักศึกษา กำหนดให้มีการมอบหมายอาจารย์ที่ปรึกษาให้แก่นักศึกษาตั้งแต่เริ่มภาคการศึกษา เพื่อให้นักศึกษาดำเนินการรวมกลุ่มและคัดเลือกประเด็นวิจัยที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของอาจารย์ที่ปรึกษาในหลากหลายสาขาวิชา เช่น ด้านวัสดุชีวภาพ ด้านการสกัดสารชีวเคมี ด้านฟิสิกส์ประยุกต์ และด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร ขั้นที่ 3 การพัฒนาทักษะการเขียนโครงร่างการวิจัยอย่างเป็นระบบ มุ่งเน้นให้นักศึกษาฝึกจัดทำโครงร่างการวิจัยอย่างเป็นระบบ ซึ่งประกอบด้วย ความสำคัญและที่มาของปัญหาวัตถุประสงค์การวิจัย ขอบเขตการวิจัย และระเบียบวิธีวิจัย โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากอาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ที่ปรึกษา ขั้นที่ 4 การบูรณาการองค์ความรู้ทางสถิติกับกระบวนการวิจัย จัดการเรียนรู้ในรูปแบบบูรณาการ โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาประยุกต์ใช้หลักสถิติกับข้อมูลโครงงานวิจัยของตนเองโดยตรง แทนการเรียนรู้แบบแยกส่วน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการวางแผนการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการแปลผลและรายงานผลการวิจัย ขั้นที่ 5 การส่งเสริมการขอรับทุนสนับสนุนการทำวิจัย ส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษายื่นขอรับทุนสนับสนุนการทำวิจัยจากโครงร่างการวิจัยที่พัฒนาขึ้น อาทิ ทุนอุดหนุนการวิจัยสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี จากงบประมาณเงินรายได้ (บกศ.) มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ขั้นที่ 6 การดำเนินการวิจัยในห้องปฏิบัติการ นักศึกษาที่ได้รับการจัดสรรทุนดำเนินการวิจัยในห้องปฏิบัติการตามแผนงานที่กำหนด โดยมีการนำเสนอรายงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ พร้อมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาเชิงทดลองจากสถานการณ์จริง ขั้นที่ 7 การฝึกอบรมการเขียนรายงานและบทความวิจัย มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเขียนเชิงวิชาการตามมาตรฐานสากล โดยฝึกทักษะการจัดทำตารางและภาพประกอบ การเขียนอ้างอิงตามรูปแบบมาตรฐาน ตลอดจนการวิเคราะห์และคัดเลือกวารสารเป้าหมายที่มีความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิจัย ขั้นที่ 8 การเผยแพร่ผลงานวิจัยสู่สาธารณะ ขับเคลื่อนให้นักศึกษานำเสนอผลงานวิจัยในเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ พร้อมทั้งดำเนินการผลักดันบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลสากลหรือได้รับการรับรองในระดับชาติและนานาชาติ
ผลสัมฤทธิ์
กระบวนการดังกล่าว ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ที่ชัดเจนทั้งด้านทุนวิจัยและการเผยแพร่ผลงานของนักศึกษา ดังนี้ ด้านทุนวิจัยที่นักศึกษาได้รับ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 นักศึกษาได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยนักศึกษา (ระดับปริญญาตรี) จากงบประมาณเงินรายได้ (บ.กศ.) จำนวน 1 ทุน หัวข้อ "การสังเคราะห์วัสดุคาร์บอนรูพรุนจากเปลือกกล้วยดิบในตัวกลางน้ำกึ่งวิกฤต" (นางสาวสุนิษา แสงมา และนางสาวดารารัตน์ ขวัญมงคล / อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร.จารุณี เข็มพิลา) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นักศึกษาได้รับทุนเพิ่มเป็น 7 ทุน จากทั้งหมด 36 ทุน คิดเป็นร้อยละ 19.4 ครอบคลุมหัวข้อวิจัยหลากหลายสาขา ได้แก่ ฟิสิกส์ประยุกต์ผ่านสมาร์ทโฟน (สัมประสิทธิ์ความเสียดทานจลน์ โมเมนต์ความเฉื่อยด้วย Phyphox) เคมีวัสดุชีวภาพ (ไคโตซานจากเปลือกกุ้งขาวและเปลือกปูม้า) วัสดุพอลิเมอร์ชีวภาพ (PLA composite จากเส้นใยเปลือกทุเรียน ไบโอชาร์) และวิทยาศาสตร์เยื่อกระดาษ (กระดาษจากเยื่อใบอ้อย) หัวข้อวิจัยที่ได้รับจัดสรร นักศึกษาที่ได้รับทุนวิจัย อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย 1. การหาค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานจลน์โดยใช้เซ็นเซอร์สนามแม่เหล็กบนสมาร์ทโฟน นายปรเมศวร์ คาตา นายนฤบดี จันทะโยทา ผศ.ดร.จารุณี เข็มพิลา 2. การพัฒนาวิธีการทดลองการหาค่าโมเมนต์ความเฉื่อยด้วยเซนเซอร์สนามแม่เหล็กและแอปพลิเคชัน Phyphox นายชวลิต หงส์เอก นางสาวจิดาภา จันทร์เตี้ย นางสาวนภัสวรรณ เยาวจตุรัส ผศ.ดร.จารุณี เข็มพิลา 3. การพัฒนากระบวนการสกัดไคโตซานคุณภาพสูงและต้นทุนตำจากเปลือกกุ้งขาว นายวรฤทธิ์ รัตนแสง นายเกริกพล เสนารักษ์ นางสาวณัฏฐธิดา ภูล้นแก้ว ผศ.ชัชญาภา เกตุวงศ์ 4. ผลของการดัดแปรเส้นใยเปลือกทุเรียนต่อสมบัติเชิงกล กายภาพ และความร้อนของวัสดุพอลิแลคติคแอซิดคอมโพสิต นางสาวพาณิภัค เสนาพันธ์ นางสาวประวีนา นามมูลตรี ผศ.ดร.พงศธร กองแก้ว 5. การพัฒนากระบวนการสกัดไคโตซานคุณภาพสูงและใช้ต้นทุนตำจากเปลือกปูม้า นางสาวอรปรียา ทับปัญญา นางสาวพิชชาพร อุปชา นางสาวนันทิดา พรรณภักดี ผศ.ชัชญาภา เกตุวงศ์ 6. อิทธิพลของไบโอชาร์ต่อสมบัติเชิงกล กายภาพและความร้อนของวัสดุผสมชีวภาพเสริมแรงด้วยเส้นใยเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง นางสาวกนกวรรณ ปะนันโต นางสาวมริสา อ่อนงาม นางสาวศิริลักษณ์ ทวีทรัพย์ ผศ.ดร.พงศธร กองแก้ว 7. การศึกษาจลนพลศาสตร์การอบแห้งและสมบัติเชิงกลของกระดาษจากเยื่อใบอ้อย นางสาวสิริยุพา แวงวรรณ นางสาวสุปรียา สีแซก นางสาวจุฑาธิป ทัพพิลา อ.ดร.สุมินทร์ญา ทีทา ด้านบทความวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในฐานข้อมูลระดับชาติ ผลงานที่ 1 "Influence of Carbon Nanotube on Physical and Mechanical Properties of Vetiver Root Fiber-Reinforced Bioplastic Composites" นำเสนอแบบ Oral Presentation ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 14th International Conference on Environmental Engineering, Science and Management และได้รับการคัดเลือกตีพิมพ์ใน Thai Environmental Journal (TCI Tier 1) โดยนายพีรวิชญ์ ปะสังติโย นางสาวพิชชาภา ลำภาย และนางสาวอรกัญญา ปานจำลอง (อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร.พงศธร กองแก้ว) ผลงานที่ 2 "การเสริมประสิทธิภาพปุ๋ยหมักและปุ๋ยมูลไส้เดือนด้วยจุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจน เพื่อยกระดับศักยภาพการให้ธาตุอาหารพืช" ตีพิมพ์ใน Journal of SciTech-ASEAN (JSTA) (TCI Tier 1) ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (2025) โดยนางสาว ชรินรัตน์ พรรณะ, นางสาวทิพย์ธัญญา ศรีโยพล และนางสาวศิริน เรืองศิริ (อาจารย์ที่ปรึกษา : รศ.ดร.ปิยะวดี สราภิรมย์ และ ผศ.ดร.พงศธร กองแก้ว) ผลงานที่ 3 "ผลของการใช้แป้งกล้วยน้ำว้าทดแทนแป้งสาลีบางส่วนต่อคุณภาพของขนมปังซาวโดว์" ตอบรับตีพิมพ์ใน วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน (TCI Tier 1) ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม 2569) โดยนางสาว พิยะดา พรพา, นางสาวปัณรส ธิดี และนางสาวญานิศา โพธิ์รัตน์โส (อาจารย์ที่ปรึกษา : ดร.สุมินทร์ญา ทีทา) องค์ความรู้สำคัญที่เกิดขึ้น คือ โมเดลการสอนรายวิชาวิจัยที่มุ่งความสำเร็จเชิงประจักษ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการออกแบบรายวิชาที่บูรณาการการเรียนการสอน ร่วมกับการให้คำปรึกษาเชิงลึก การผลักดันสู่การขอทุนตลอดจนเผยแพร่ผลงาน สามารถยกระดับนักศึกษาระดับปริญญาตรีให้ผลิตงานวิจัยคุณภาพสูงทัดเทียมระดับบัณฑิตศึกษาได้
รูปภาพผลสัมฤทธิ์
การนำไปใช้
4 กลุ่ม ในเชิงวิจัยและนวัตกรรม กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์โดยตรง นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ได้รับการพัฒนาทักษะกระบวนการวิจัยอย่างเป็นระบบ และได้รับประสบการณ์การวิจัยจากสถานการณ์จริง ทั้งในด้านการบริหารจัดการทุนวิจัย การนำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ตลอดจนการตีพิมพ์เผยแพร่บทความในวารสารวิชาการระดับชาติที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ซึ่งผลสำเร็จดังกล่าวจะได้รับการจัดทำเป็นแฟ้มสะสมผลงานเชิงประจักษ์ (Portfolio) ที่สร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันในการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูสายงานผู้สอน และเป็นฐานรากสำคัญสำหรับการศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาต่อไป กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อม นักเรียนในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา ได้รับการจัดการเรียนรู้จากครูวิทยาศาสตร์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ในสถานศึกษา) ที่มีสมรรถนะสูงและมีประสบการณ์ด้านการวิจัย ซึ่งสามารถนำกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-Based Learning) มาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ สร้างแรงบันดาลใจ และส่งเสริมเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม ชุมชนวิชาการและภาคอุตสาหกรรม ได้รับประโยชน์จากการต่อยอดองค์ความรู้ใหม่และนวัตกรรมที่เกิดจากผลงานวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวิจัยที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและชีวมวลในท้องถิ่น อาทิ เปลือกทุเรียน เปลือกกล้วย ใบอ้อย หญ้าแฝก เปลือกกุ้ง และเปลือกปู เพื่อพัฒนาเป็นวัสดุชีวภาพและสารชีวภาพมูลค่าสูง ซึ่งตอบโจทย์การขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) ตลอดจนสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) คณาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรอื่นทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย สามารถนำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนและการบริหารจัดการรายวิชานี้ ไปประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบ (Best Practice) ในการพัฒนาการเรียนการสอนรายวิชาวิจัยในบริบทของตนเองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หลักสูตรและคณะต้นสังกัด สามารถนำผลงานวิจัยและการตีพิมพ์เผยแพร่ของนักศึกษาไปใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อขับเคลื่อนการประกันคุณภาพการศึกษา และรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกได้อย่างมีประสิทธิผลตามเกณฑ์มาตรฐานสากล
เเนวปฏิบัติที่ดี
จากการดำเนินงาน สามารถสังเคราะห์เป็นแนวปฏิบัติที่ดี 6 ประการ ที่ถ่ายทอดและขยายผลได้ ดังนี้ (1) การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้เชิงสมรรถนะที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นภาคการศึกษา ปรับเปลี่ยนกรอบความคิด (Mindset) ของผู้สอนและผู้เรียน โดยยกระดับเป้าหมายจากเดิมที่สิ้นสุดเพียงเล่มรายงานในชั้นเรียน ไปสู่ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในระดับสากล ได้แก่ การขอรับทุนสนับสนุนการทำวิจัย การนำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการ และการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการมาตรฐาน เพื่อให้เกิดผลผลิตที่มีคุณค่าทางวิชาการอย่างแท้จริง (2) ระบบการจัดสรรและการร่วมกำกับดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิด การบูรณาการบทบาทของอาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนตั้งแต่เริ่มต้นภาคการศึกษา โดยร่วมให้คำปรึกษาเชิงลึกในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การกำหนดโจทย์วิจัย การออกแบบการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการตรวจทานเล่มโครงร่างและรายงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง (3) การขับเคลื่อนโจทย์วิจัยบนฐานทรัพยากรท้องถิ่นและการพัฒนาที่ยั่งยืน มุ่งเน้นการคัดเลือกประเด็นวิจัยที่เชื่อมโยงกับการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและชีวมวลในท้องถิ่น (อาทิ เปลือกทุเรียน เปลือกกล้วย ใบอ้อย หญ้าแฝก เปลือกกุ้ง และเปลือกปู) เพื่อพัฒนาเป็นวัสดุชีวภาพและสารชีวภาพมูลค่าสูง ซึ่งสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อันเป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายผลสู่เชิงพาณิชย์และได้รับการสนับสนุนทุนจากแหล่งทุนงบประมาณเงินรายได้ (บกศ.) (4) การเรียนรู้สถิติเชิงประยุกต์ผ่านกระบวนการวิจัยจริง ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบ Active Learning ปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนสถิติจากการท่องจำทฤษฎีแบบแยกส่วน มาเป็นการเรียนรู้เชิงบูรณาการที่ให้นักศึกษาประยุกต์ใช้หลักสถิติศาสตร์โดยตรงกับข้อมูลดิบในห้องปฏิบัติการของตนเอง ครอบคลุมการวางแผนการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลผลลัพธ์ทางการวิจัย ส่งผลให้นักศึกษาเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและคงทน (5) การปลูกฝังวัฒนธรรมการเขียนเชิงวิชาการตามมาตรฐานสากล มุ่งเน้นการฝึกทักษะการสื่อสารเชิงวิชาการ (Academic Writing) ผ่านการจัดทำตาราง ภาพประกอบ และการเขียนอ้างอิงเอกสารตามรูปแบบมาตรฐาน รวมถึงกระบวนการคิดวิเคราะห์เพื่อคัดเลือกวารสารวิชาการเป้าหมาย และการฝึกทักษะการคิดแก้ปัญหาผ่านการปรับปรุงแก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างเป็นระบบ (6) การสร้างระบบและกลไกผลักดันผลงานวิจัยสู่สาธารณะ การจัดวางเส้นทาง (Pathway) สู่ความสำเร็จให้นักศึกษาอย่างมีทิศทาง ตั้งแต่การส่งเสริมให้นำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ไปจนถึงการจัดจำแนกและผลักดันบทความเข้าสู่การตีพิมพ์ในวารสารฐานข้อมูลระดับชาติ (TCI) ควบคู่กับการสนับสนุนงบประมาณและระบบพี่เลี้ยง (Mentoring System) อย่างเป็นรูปธรรม แนวปฏิบัติที่ดีทั้ง 6 ประการนี้ ถือเป็นต้นแบบ (Best Practice) สำคัญที่สามารถนำไปขยายผลสู่รายวิชาวิจัยในหลักสูตรอื่น ๆ เพื่อยกระดับการผลิตบัณฑิตครูวิทยาศาสตร์ให้มีสมรรถนะขั้นสูงด้านการวิจัย และพร้อมออกไปขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาของประเทศต่อไป
รูปภาพผลงาน
ที่มา
คณะครุศาสตร์