ด้านที่ 1 บริการวิชาการสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น
ชื่อผลงาน : "Nong Hin Mulberry Model" การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยนวัตกรรมห่วงโซ่คุณค่าบนฐาน BCG Model และกลไกวิศวกรสังคม
ชื่อเจ้าของผลงาน : รองศาสตราจารย์ ดร.ภักดี โพธิ์สิงห์ สังกัดคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
|
 |
| ความคิดริเริ่ม |
| การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีสู่ชุมชนอย่างมีส่วนร่วม โครงการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยนวัตกรรมการแปรรูปมัลเบอร์รี่บนฐาน BCG Model ชุมชนบ้านหนองหิน ถือเป็นต้นแบบของการดำเนินงานบริการวิชาการที่เปลี่ยนผ่านระบบเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรมูลค่าสูง (High-Value Agriculture) โดยการนำโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) มาเป็นแกนหลักในการแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรท้องถิ่น การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเท่านั้น แต่ยังประสานพลังร่วมกับกระบวนการพัฒนานักศึกษาวิศวกรสังคม (Social Engineers) เพื่อสร้างกลไกการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนผ่านการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่ลุ่มลึกทั้งในมิติสภาวะแวดล้อม ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) เพื่อให้เกิดแนวปฏิบัติที่ดีเลิศ (Best Practice) ที่สามารถถ่ายทอดและขยายผลเชิงนโยบายต่อไปได้
3.1
ความริเริ่มในการสร้างสรรค์ผลงาน / แรงบันดาลใจในการสร้างผลงาน
บริบทเชิงพื้นที่ของชุมชนบ้านหนองหิน ถือเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีต้นทุนทางกายภาพรวมถึงฐานทรัพยากรทางชีวภาพที่เอื้ออำนวยต่อการทำเกษตรกรรมอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่าง "มัลเบอร์รี่" หรือ "ลูกหม่อน" ซึ่งจัดเป็นผลไม้ในกลุ่มเบอร์รี่ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) สูง และเป็นที่ต้องการในตลาดสุขภาพยุคใหม่ อย่างไรก็ดี จากการลงพื้นที่สำรวจเชิงลึกและการวิเคราะห์ข้อมูลบริบทชุมชนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ (Participatory Action Research) กลับพบปัญหาเชิงโครงสร้างและข้อจำกัดในระบบการผลิตทางการเกษตรของชุมชนหลายประการ
ประการแรกคือ "ภาวะผลผลิตล้นตลาดและราคาวัตถุดิบตกต่ำ" ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวพร้อมกัน (Peak Season) เกษตรกรต้องเผชิญกับกลไกราคาที่ไม่เป็นธรรมและการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง เนื่องจากอุปทานส่วนเกินล้นตลาดอย่างรวดเร็ว วงจรเศรษฐกิจเช่นนี้ทำให้รายได้ไม่มีความแน่นอน เกษตรกรต้องตกอยู่ในวงจรความ
เปราะบางทางการเงินเรื้อรัง ประการที่สองคือ "ข้อจำกัดด้านกายภาพของผลผลิต" มัลเบอร์รี่สดเป็นผลไม้ที่มีเปลือกบาง ช้ำง่าย และเกิดการเน่าเสียอย่างรวดเร็วหลังการเก็บเกี่ยว (High Post-harvest Losses) ประกอบกับชุมชนยังขาดแคลนองค์ความรู้เชิงลึก เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสมในการแปรรูปและการเก็บรักษาเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้ชุมชนสูญเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานทรัพยากรของตนเองไปอย่างน่าเสียดาย |
| เเรงบันดาลใจ |
| จากวิกฤตการณ์และความท้าทายเชิงประจักษ์ในพื้นที่ดังกล่าว ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจและจุดเปลี่ยนสำคัญให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานริเริ่มนำ "แนวคิดเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy)" เข้ามาปฏิรูปภาคการเกษตรของชุมชน โดยเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมองคุณค่าทรัพยากรใหม่ว่า มัลเบอร์รี่มิใช่เพียงแค่ผลไม้สดที่ต้องรีบขายทิ้ง แต่เป็นสารตั้งต้นทางชีวภาพ (Bio-resource) มูลค่าสูงที่เต็มไปด้วยสารแอนโทไซยานิน การสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้จึงตั้งอยู่บนปณิธานที่ต้องการจะทลายกรอบการทำเกษตรแบบเดิมที่เน้นการขายวัตถุดิบต้นน้ำปริมาณมากแต่ราคาต่ำ (Volume-driven) ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-driven) เพื่อยกระดับสู่การเป็นเกษตรมูลค่าสูง (High-Value Agriculture)
การริเริ่มโครงการนี้จัดเป็นการตอบสนองต่อพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม (University Engagement) ที่มุ่งใช้ความเชี่ยวชาญทางวิชาการและการผสานพลังร่วมระหว่างคณาจารย์ นักวิจัย และเครื่องมือ "วิศวกรสังคม" ไปแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของชุมชน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากชุมชนเกษตรกรผู้เปราะบาง ไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว |
| ขั้นตอน |
| กระบวนการขับเคลื่อนผลงานแนวปฏิบัติที่ดีเลิศนี้ ดำเนินงานผ่านการบูรณาการเครื่องมือ "วิศวกรสังคม" (Social Engineers) ร่วมกับกลไกการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าเชิงพื้นที่ 3 ระยะ (ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ) โดยมุ่งเน้นการให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา (Community-centric Approach) มีรายละเอียด ดังนี้
1.
ระยะต้นน้ำ (Upstream) การเตรียมความพร้อม ทุนมนุษย์ และวัตถุดิบ คณะทำงานเริ่มต้นด้วยการนำเครื่องมือวิศวกรสังคม เช่น เครื่องมืออารยธรรมชุมชน และเครื่องมือไทม์ไลน์กิจกรรม ลงไปจัดเวทีประชาคมและถอดบทเรียนร่วมกับเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้าใจ ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ และจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนที่มีโครงสร้างบริหารจัดการชัดเจน เมื่อทุนมนุษย์พร้อม คณะทำงานได้ใช้เครื่องมือสำรวจเชิงลึก (Empathy & Spatial Survey) ร่วมกับระบบ Big Data ชุมชน (TCD) บันทึกปริมาณผลผลิต พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้การทำเกษตรปลอดภัยมาตรฐาน GAP สอนเทคนิคการตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมรอบการออกผลผลิตไม่ให้กระจุกตัว และงดใช้สารเคมีสังเคราะห์ เพื่อให้ได้วัตถุดิบคุณภาพสูงและปลอดภัยป้อนเข้าสู่โรงงาน
2.ระยะกลางน้ำ (Midstream) การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างนวัตกรรมแปรรูป ในระยะนี้เป็นการยกระดับจากวัตถุดิบสู่ผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชันมูลค่าสูง คณะทำงานได้นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารมาถ่ายทอดแก่ชุมชน ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ (Action Learning) และกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ในการแปรรูปมัลเบอร์รี่ 3 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ น้ำมัลเบอร์รี่เข้มข้น แยมมัลเบอร์รี่สูตรน้ำตาลน้อย และมัลเบอร์รี่อบแห้งแบบนุ่ม โดยใช้เทคนิคความร้อนต่ำเพื่อกักเก็บคุณค่าของสารแอนโทไซยานิน ควบคู่กับการปรับปรุงผังโรงเรือนแปรรูปให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร (GMP/อย.) และออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน พร้อมระบบสูญญากาศเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาโดยไม่ใช้สารกันบูด
3.ระยะปลายน้ำ (Downstream) การบริหารจัดการตลาดและประเมินความยั่งยืน เพื่อให้อุตสาหกรรมชุมชนเติบโตได้อย่างมั่นคง คณะทำงานได้ส่งเสริมการตลาดในรูปแบบผสมผสาน Online to Offline (O2O) ยกระดับทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) ในการเปิดร้านค้าออนไลน์บน E-Commerce (TikTok, Shopee, Facebook) สอนเทคนิคการยิงโฆษณาและการทำเรื่องเล่าผลิตภัณฑ์ (Storytelling) เพื่อสร้างมูลค่าทางจิตใจ นำไปสู่การตั้งราคาเชิงคุณค่า (Value-Based Pricing) ควบคู่กับการเชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ปิดท้ายด้วยการเก็บข้อมูลประเมินผลโครงการตามกรอบ CIPP Model และการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) เพื่อถอดบทเรียนเป็นคู่มือแนวปฏิบัติที่ดีส่งมอบคืนแก่ชุมชน |
| ผลสัมฤทธิ์ |
| การถอดบทเรียนและประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ ได้รับการตรวจสอบผ่านเครื่องมือทางวิชาการที่เข้มงวด คือรูปแบบจำลองซิปป์ (CIPP Model) ร่วมกับการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment SROI) เพื่อสะท้อนผลลัพธ์ที่โปร่งใสและเป็นรูปธรรม จำแนกผลสัมฤทธิ์ เป็น 3 มิติ ดังนี้
1.
ผลผลิต (Output) เชิงประจักษ์ โครงการประสบความสำเร็จในการยกระดับทักษะและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรและสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองหิน จนเกิดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารฟังก์ชันแปรรูปพรีเมียมจำนวน 3 รูปแบบ (น้ำเข้มข้น แยมสูตรน้ำตาลน้อย และอบแห้งแบบนุ่ม) ที่ผ่านการพัฒนาตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนอย่างสมบูรณ์ ในมิติด้านการพัฒนาผู้เรียน สามารถบ่มเพาะนักศึกษาวิศวกรสังคมจำนวน 5 คน ให้มีสมรรถนะการเป็นนักคิด นักสื่อสาร นักประสานงาน และนักสร้างสรรค์นวัตกรรมในพื้นที่จริง และในทางวิชาการ มีการสังเคราะห์องค์ความรู้จนได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยในระดับชาติจำนวน 1 บทความ เพื่อเป็นฐานข้อมูลอ้างอิงให้แก่สาธารณชน
2.ผลลัพธ์ (Outcome) เชิงเศรษฐกิจและสังคม สมาชิกกลุ่มเป้าหมายมีรายได้สุทธิเฉลี่ยในครัวเรือนเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 จากการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ทลายวงจรความเสี่ยงราคาผันผวนตามฤดูกาลได้สำเร็จ มิติความสำเร็จตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สามารถลดอัตราความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวจากเดิมที่สูงถึงร้อยละ 30 ให้ลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ (Zero Waste) โดยนำกากที่เหลือจากสายการผลิตมาแปรสภาพเป็นปุ๋ยชีวภาพและชาใบหม่อน นอกจากนี้ ชุมชนยังเกิดระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่เข้มแข็ง มีธรรมภิบาล มีการจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนภายใน และเกิดความตระหนักรู้ในการทำการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
3.ผลกระทบ (Impact) และความคุ้มค่าทางสังคม จากการคำนวณมูลค่า SROI พบว่าเม็ดเงินงบประมาณลงทุนสร้างผลตอบแทนเชิงบวกและมูลค่าส่วนเกินทางสังคมสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป ทั้งการเพิ่มดัชนีความสุขในครอบครัวเกษตรกร การลดภาวะหนี้สิน และการประหยัดงบประมาณดูแลสุขภาวะภาครัฐ ปลายทางสูงสุดคือการเกิดตัวแบบ "หนองหินโมเดล" (Nong Hin Model) ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ดีเลิศ (Best Practice) และพร้อมเป็นพิมพ์เขียวเชิงนโยบาย (Policy Blueprint) ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานพัฒนาอื่นๆ นำไปปรับใช้ขยายผลยกระดับพืชผลการเกษตรชนิดอื่นทั่วประเทศ |
| รูปภาพผลสัมฤทธิ์ |
 |
 |
 |
| การนำไปใช้ |
| จุดเด่นเชิงยุทธศาสตร์ของผลงานแนวปฏิบัติที่ดีชิ้นนี้ คือกระบวนการดำเนินงานที่ไม่ได้สิ้นสุดอยู่เพียงแค่การจัดกิจกรรมฝึกอบรมระยะสั้น แต่เน้นกระบวนการ "ส่งมอบการพึ่งพาตนเองและทรัพย์สินทางปัญญา" (Total
Technology Transfer) ให้แก่กลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรกรผู้ปลูกมัลเบอร์รี่ และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันนำองค์ความรู้และผลผลิตจากโครงการไปขยายผลและใช้งานในวิถีชีวิตจริง โดยแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก
มิติแรก การนำไปใช้ประโยชน์ในภาคปฏิบัติการผลิตและมาตรฐานอุตสาหกรรมชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้นำ "คู่มือมาตรฐานกระบวนการปฏิบัติงานแปรรูปมัลเบอร์รี่" (SOP) และเทคโนโลยีการปิดผนึกบรรจุภัณฑ์ระบบสูญญากาศ ไปใช้เป็นหลักเกณฑ์มาตรฐานในการเดินสายการผลิตจริงภายในโรงเรือน ส่งผลให้เกิดการควบคุมคุณภาพ (Quality Control) ในทุกขั้นตอนการผลิต ทำให้สินค้าแปรรูปทุกล็อตมีคุณภาพเสถียร สม่ำเสมอ มีความสะอาด ปลอดภัย และสอดคล้องตามเกณฑ์มาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำลายข้อจำกัดด้านความน่าเชื่อถือของสินค้าชุมชนแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง |
| เเนวปฏิบัติที่ดี |
| มิติที่สอง การนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ คณะกรรมการกลุ่มได้นำ "โมเดลธุรกิจ BCG ชุมชน" และ "แผนการตลาดผสมผสาน O2O" ไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนธุรกิจประจำปี การควบคุมสต็อกสินค้าและวัตถุดิบเพื่อลดของเหลือทิ้ง ตลอดจนการทำระบบบัญชีต้นทุนและโครงสร้างการปันผลที่โปร่งใส ส่งผลให้กลุ่มสามารถกระจายรายได้คืนสู่สมาชิกอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง เกิดระบบกองทุนหมุนเวียนและสวัสดิการชุมชนขนาดย่อมที่ช่วยค้ำจุนเศรษฐกิจครัวเรือนของเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งเชิงสถาบันให้กับกลุ่มวิสาหกิจ
มิติที่สาม การนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายและการบูรณาการพัฒนาเชิงพื้นที่ ชุดฐานข้อมูลชุมชนที่ได้รับการบันทึกผ่านระบบคลังข้อมูลดิจิทัล (TCD) และรายงานผลการประเมิน SROI ได้ถูกส่งมอบอย่างเป็นทางการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based Data) ประกอบการวางแผนยุทธศาสตร์ท้องถิ่นและการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินหนุนเสริมกลุ่มเกษตรกรในระยะยาวอย่างตรงจุด ก่อให้เกิดกลลูปความยั่งยืนปิด (Closed-loop Sustainability) ที่ทำให้ชุมชนยังคงดำเนินงานและเติบโตต่อไปได้ด้วยตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี แม้เมื่อสิ้นสุดการดำเนินโครงการจากมหาวิทยาลัยแล้ว
จากการตกผลึกและถอดบทเรียนความสำเร็จของการดำเนินงานโครงการยกระดับมัลเบอร์รี่บ้านหนองหิน คณะทำงานได้สรุปปัจจัยแห่งความสำเร็จและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Key Success Factors) ออกเป็น 3 เสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ผลงานบริการวิชาการชิ้นนี้บรรลุผลสัมฤทธิ์ระดับดีเลิศ ดังนี้
เสาหลักที่หนึ่ง พลวัตการขับเคลื่อนด้วยกลไกวิศวกรสังคม (Social Engineer Dynamics) หัวใจสำคัญของแนวปฏิบัติที่ดีในมิตินี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ "กระบวนการเข้าหาและปฏิสัมพันธ์กับชุมชน" การใช้ทีมนักศึกษาวิศวกรสังคมเป็นตัวกลางในการเชื่อมประสาน ทำงานภายใต้หลักการไตรภาคีที่เน้นกระบวนการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ไขปัญหา และร่วมรับผลประโยชน์ ทำให้เกษตรกรไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดองค์ความรู้ แต่เกิดความตระหนักรู้และเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน (Sense of Ownership) ส่งผลให้ชุมชนได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่นุ่มนวล สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ในขณะที่นักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ผ่านสถานการณ์จริง
เสาหลักที่สอง การบูรณาการโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและนวัตกรรมอาหารชั้นสูง (BCG & Food Innovation Integration) ความสำเร็จในมิติของผลิตภัณฑ์เกิดจากการออกแบบกลยุทธ์เชิงผลิตภัณฑ์ที่ผสานแนวคิด BCG เข้ากับวิทยาศาสตร์การอาหารสมัยใหม่ มุ่งสร้างผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชันมูลค่าสูงที่กักเก็บคุณค่าสารแอนโทไซยานินอย่างแม่นยำ ควบคู่กับการพัฒนากระบวนการผลิตแบบไร้ของเสีย (Zero Waste) โดยนำส่วนเหลือทิ้งมาวิจัยต่อยอดเป็นชาใบหม่อนและปุ๋ยชีวภาพ เติมเต็มความสมบูรณ์ด้วยการสื่อสารเชิงคุณค่าผ่านเรื่องเล่าผลิตภัณฑ์ (Storytelling) ที่ผูกโยงอัตลักษณ์ชุมชนเข้ากับบรรจุภัณฑ์ เปลี่ยนสินค้าเกษตรทั่วไปให้กลายเป็นสินค้าเชิงคุณค่าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยากที่คู่แข่งจะเลียนแบบ
เสาหลักที่สาม การบริหารงานบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์และการประเมินมูลค่าทางสังคม (Evidence-based Management & SROI) นวัตกรรมการบริหารจัดการในโครงการนี้คือการเปลี่ยนผ่านสู่งานพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูล (Data-driven Area-based Development) โดยนำระบบ Thailand Community Big Data (TCD) มาใช้สำรวจดีเอ็นเอความต้องการและปริมาณซัพพลายเชนในพื้นที่ก่อนเริ่มลงทุน และที่สำคัญคือการนำระเบียบวิธีวิจัย SROI มาใช้พิสูจน์ความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณแผ่นดิน แปลงผลลัพธ์ทางสังคมที่จับต้องยากให้เป็นตัวเลขทางการเงินที่ชัดเจน โปร่งใส และทวนสอบได้ ยกระดับมาตรฐานงานบริการวิชาการแบบเดิมให้สามารถตอบโจทย์ความคุ้มค่าเชิงนโยบายภาครัฐได้อย่างคุ้มค่าสูงสุดเป็นทวีคูณ |
| รูปภาพผลงาน |
 |
|
ที่มา |
|
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ |