ด้านที่ 1 บริการวิชาการสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น
ชื่อผลงาน : “การขับเคลื่อนการบริการวิชาการสู่ท้องถิ่นด้วยหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ : ถอดรหัสความสำเร็จ การสร้างนักจัดการเกษตรอัจฉริยะผ่านกระบวนการ Micro-Credentials และการวางแผนธุรกิจย่อยร่วมกับภาคีเครือข่าย” 2.
ชื่อเจ้าของผลงาน : ดร.เกรียงไกร นามนัย สังกัดคณะวิทยาการจัดการ รองศาสตราจารย์ ดร.ประสพสุข ฤทธิเดช สังกัดคณะครุศาสตร์ ดร.สายใจ เพ็งที สังกัดคณะครุศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุนทรียา ไชยปัญหา สังกัดคณะวิทยาการจัดการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุนันทา กินรีวงค์ สังกัดคณะครุศาสตร์
|
 |
| ความคิดริเริ่ม |
| การบริการวิชาการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นแบบเดิมมักประสบปัญหา "เรียนจบแล้วไม่เกิดผลลัพธ์เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน" เกษตรกรผู้ปลูกผักส่วนใหญ่ในจังหวัดมหาสารคาม แม้จะมีทักษะในการเพาะปลูกแต่ยังขาดทักษะสำคัญในการเป็น "นักจัดการเกษตร (Agri-Manager)" โดยเฉพาะเรื่องการคำนวณต้นทุนที่แท้จริง การประมาณราคาขาย และการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (Market-led Production) ทำให้อำนาจการต่อรองต่ำและเผชิญความเสี่ยงทางรายได้
|
| เเรงบันดาลใจ |
| ทีมทำงานจึงเกิดแรงบันดาลใจในการนำแนวคิด "หลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่" มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม โดยทุนสนับสนุนกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนา "หลักสูตร นักจัดการเกษตรแบบสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกผักปลอดภัย ผลิตเมล็ดพันธุ์ และแปรรูปมูลค่าสูงเชิงพาณิชย์"
แบบฟอร์มรายละเอียดการเขียนผลงานเพื่อยกระดับเกษตรกรผักแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชนปลูกผักปลอดสารพิษบ้านโพธิ์เงิน ตำบลนาสีนวล อำเภอ พยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 40 คน ให้ก้าวข้ามจากการเป็นผู้ผลิตสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะปลูกผักแบบ Smart Farmer ที่สามารถพึ่งพาตนเองและนำพาชุมชนให้อยู่รอดได้อย่างมั่งคั่ง |
| ขั้นตอน |
| ทีมทำงานได้ออกแบบการดำเนินงานอย่างเป็นระบบผ่าน "กลไกการทำงานร่วมกันแบบพหุภาคี (Multi-Sectoral Collaboration)" ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย เพื่อหลอมรวมความเชี่ยวชาญในทุกมิติเครือข่ายภาคีภายในมีคณะครุศาสตร์ (กระบวนการเรียนรู้และวัดผล), คณะวิทยาการจัดการ (บัญชี การตลาด และแผนธุรกิจ), และคณะเทคโนโลยีการเกษตร (กระบวนการปลูกผักและการแปรรูป) และเครือข่ายภาคีภายนอก ภาคเอกชนหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม (ช่องทางการตลาดและเครือข่ายธุรกิจ), สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด/สสจ. (มาตรฐานความปลอดภัยการรับรองมาตรฐานสินค้าตามมาตรฐานอาหารและยา (อย.) ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร/ศวพ. (การตรวจรับรองเมล็ดพันธุ์และ GAP), และสถานประกอบการเอกชนไร่พารวยบ้านอุปราช ตำบลท่าสองคอน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม (โจทย์ธุรกิจและการรับซื้อ)
การบูรณาการทำงานร่วมกันได้ออกแบบการเรียนรู้แบบโมดูล (Module) ขั้นตอนการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 โมดูลหลัก (Modules Learning) ตามแนวทางหลักสูตรภายใต้โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ของ สป.อว. เนื้อหา 3 โมดูลคือ
โมดูลที่ 1 & 2 (การปลูกผักปลอดภัยและการผลิตเมล็ดพันธุ์) การเรียนรู้คู่ปฏิบัติหลักสูตรผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เรียนรู้ภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ณ ศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจชุมชนปลูกผักปลอดสารพิษบ้านโพธิ์เงิน โดยเรื่อง "การจัดทำแผนธุรกิจย่อย (Micro-Business Plan)" เช่น แผนการปลูกพริก แผนการปลูกมะเขือ ให้สอดรับกับปฏิทินช่วงการผลิตจริงของเกษตรกร สอนคิดต้นทุนแฝง ค่าแรง ค่าเสื่อม และการตั้งราคาขายที่สะท้อนกำไรที่แท้จริงและ โมดูลที่ 3 (การแปรรูปมูลค่าสูงและการตลาดเชิงพาณิชย์) เน้นการนำผลผลิตผักมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น เครื่องดื่มน้ำอ้อยสด เครื่องดื่มน้ำผึ้งผลไม้ และผลิตภัณฑ์ เห็ดสวรรค์ พร้อมจัดทำแผนธุรกิจฉบับสมบูรณ์ (Full Business Plan) เพื่อการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในตลาดชุมชนและเครือข่ายตลาด ปตท. จังหวัดมหาสารคามสู่เป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม |
| ผลสัมฤทธิ์ |
| ผลสัมฤทธิ์เชิงสมรรถนะผู้เรียน (Competency-Based Success) เกษตรกรทั้ง 40 คน ผ่านเกณฑ์คุณลักษณะการเข้าเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และได้รับการประเมินสมรรถนะด้วยเครื่องมือ Rubric Score ที่ได้มาตรฐานจากการนำเสนอผลงานแปลงการปลูกผักได้รับรองพืชอาหาร GAP และชิ้นงานจริงของผลิตภัณฑ์ผักและแผนธุรกิจ โดยผู้เรียนได้รับใบรับรองสมรรถนะ (Micro-Credentials & Credentials) แยกตามระดับความเชี่ยวชาญตามเกณฑ์คะแนนกำหนดไว้ 100 คะแนน ในแต่ละโมดูล คะแนนร้อยละ 80 เป็นผู้เชี่ยวชาญ ร้อยละ 70-79 คะแนน ชำนาญ ร้อยละ 60-69 พอใช้ สอดรับกับมาตรฐานที่หลักสูตรกำหนดไว้ของบัณฑิตพันธุ์ใหม่
ผลสัมฤทธิ์เชิงเศรษฐกิจและสังคม ผู้เรียน เกษตรกร 40 คน ได้ "แผนธุรกิจย่อย" รายบุคคล/รายกลุ่ม และพัฒนาจนเป็น "แผนธุรกิจฉบับสมบูรณ์" เมื่อจบ 3 โมดูล ทำให้กลุ่มผักแปลงใหญ่มีเป้าหมายการขายในตลาดอนาคตที่ชัดเจน ไม่ต้องรอพ่อค้าคนกลางมากดราคาอีกต่อไป เปลี่ยนผ่านจากปลูกผักเกษตรกรดั้งเดิมสู่
"นักจัดการเกษตรอัจฉริยะ" อย่างสมบูรณ์ดังตัวอย่างแผนธุรกิจของผู้เรียนก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่องแผนธุรกิจย่อยการปลูกพริก 1 ไร่
ตารางเปรียบเทียบแผนธุรกิจย่อยการปลูกพริก (ขนาดพื้นที่ 1 ไร่ / รอบการผลิต)
(ตัวเลขนี้เป็นการคำนวณเชิงเปรียบเทียบตามโครงสร้างต้นทุนและปฏิทินการผลิตจริง เพื่อให้เห็นความต่างของการบริหารจัดการ)
หัวข้อแผนธุรกิจย่อย
ก่อนเข้าร่วมโครงการ (Traditional Farmer)
หลังเข้าร่วมโครงการ (Smart Farmer ด้วยโมดูลย่อย)
1. การวางแผนตามปฏิทินผลิต
ปลูกตามความเคยชิน ผลผลิตออกพร้อมกันล้นตลาดในฤดูกาล ทำให้โดนกดราคา
วางแผนเหลื่อมเวลา (Off-season) ให้ผลผลิตออกในช่วงความต้องการสูงและราคาแพง ตามปฏิทินผลิตที่คำนวณไว้
2. โครงสร้างต้นทุน (Cost)
• คิดเฉพาะค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าน้ำ
• ไม่คิดต้นทุนแฝง เช่น ค่าแรงตัวเอง ค่าเสื่อมระบบน้ำ ค่าขนส่ง
คิดต้นทุนแฝงครบ 100% (ค่าแรงตนเอง, ค่าพลังงาน, ค่าเสื่อมวัสดุ) ทำทำให้รู้ต้นทุนที่แท้จริงต่อกิโลกรัมอย่างแม่นยำ
3. การจัดการความเสี่ยง
เสี่ยงสูงจากการใช้สารเคมีเกินขนาด ต้นทุนบานปลาย และดินเสื่อมโทรม
นำองค์ความรู้การปลูกผักปลอดภัย/การใช้ ชีวภัณฑ์ลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้กว่า 30-40% และดินสมบูรณ์ขึ้น
4. การตั้งราคาขาย (Pricing)
เป็นผู้รับราคา (Price Taker) ยอมขายตามที่พ่อค้าคนกลางกำหนด ณ หน้าสวน
เป็นผู้กำหนดราคา (Price Maker) จากต้นทุนจริง + กำไรที่ต้องการ (Margin) และขายตรงสู่ตลาดเป้าหมาย
5. มูลค่าและช่องทางขาย
ขายพริกสดคละเกรดทั่วไป รายได้ไม่แน่นอน
คัดเกรดขายพริกสดปลอดภัย และนำพริกตกเกรดไปแปรรูปมูลค่าสูงตามโมดูลที่ 3 (เช่น พริกแห้งรมควัน/พริกป่นพรีเมียม)
วิธีกระบวนการคิดในแผนธุรกิจย่อย (Micro-Business Plan) ที่สอนให้ผู้เรียนปฏิบัติจริง:
1. สมการคำนวณต้นทุนที่แท้จริง (Costing)
ก่อนเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรเข้าใจว่าต้นทุนปลูกพริกต่อไร่อยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท (คิดแค่ค่าพันธุ์ ปุ๋ย ยา) เมื่อขายได้ 15,000 บาท คิดว่าได้กำไร 7,000 บาท แต่เมื่อทีมทำงานนำ องค์ความรู้จากคณะวิทยาการจัดการ เข้ามาปรับสอนในโมดูล เกษตรกรกางกระดาษคำนวณใหม่ พบว่ามี "ต้นทุนแฝง" (เช่น ค่าแรงตัวเองวันละ 350 บาท, ค่าสูบน้ำ, ค่าเสื่อมเทปน้ำหยด) รวมอีก 5,000 บาท ทำให้ต้นทุนจริงคือ 13,000
บาท กำไรที่แท้จริงจึงเหลือเพียง 2,000 บาทเท่านั้น การรู้ตัวเลขนี้ทำให้ผู้เรียน "ตื่นตัว" และหันมาบริหารจัดการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทันที
2. การใช้ปฏิทินผลิตเพื่อกำหนดราคาขายล่วงหน้า (Market Timing)
ทีมทำงานร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร และสถานประกอบการเอกชนไร่พารวย ชวนเกษตรกรผักแปลงใหญ่ทั้ง 40 คน ทำ "Mapping ปฏิทินการปลูกพริก" เพื่อไม่ให้ผลผลิตของทุกคนออกทับซ้อนกัน โดยวางแผนแบ่งระยะการปลูกออกเป็น 3 ช่วง ทำให้มีพริกปลอดภัยส่งขายตลาดได้ต่อเนื่องตลอดปี หลีกเลี่ยงภาวะพริกล้นตลาดช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ ยกระดับราคาขายเฉลี่ยจากเดิมกิโลกรัมละ 25-35 บาท ขึ้นมาเสถียรอยู่ที่ 45-60 บาทต่อกิโลกรัม
3. การต่อยอดสู่สินค้าอื่น (Skills Transfer)
หัวใจสำคัญของการบริการวิชาการครั้งนี้คือ "ไม่ได้ให้ปลา แต่ให้เบ็ดตกปลา" หลังจากเกษตรกรทำแผนธุรกิจย่อยกับพริกและมะเขือจนเข้าใจลึกซึ้งแล้ว ผู้เรียนสามารถนำตารางโครงสร้างต้นทุนและโมเดลปฏิทินผลิตนี้ ไป "Copy & Paste" เพื่อคำนวณกับพืชชนิดอื่น เช่น มะนาว กะหล่ำปลี หรือแม้กระทั่งการคำนวณต้นทุนการผลิตเมล็ดพันธุ์และการแปรรูปสินค้าชุมชนอื่นๆ ได้เองอย่างยั่งยืน |
| รูปภาพผลสัมฤทธิ์ |
 |
 |
 |
| การนำไปใช้ |
| หลักสูตรนี้เน้น "ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centered)" โดยนำองค์ความรู้เรื่องแผนธุรกิจย่อยไปปรับใช้จริงกับกลุ่มเป้าหมาย คือ เกษตรกรวิสาหกิจชุมชนปลูกผักปลอดสารพิษบ้านโพธิ์เงิน ผักแปลงใหญ่ 40 คน (1) การใช้องค์ความรู้เชื่อมโยงกับวิถีจริง ปฏิบัติการทำแผนธุรกิจย่อยไม่ได้ทำด้วยความรู้สึก แต่ทำตาม "ชนิดผักที่เกษตรกรต้องการปลูกจริง" และสอดคล้องกับฤดูกาล ทำให้ผู้เรียนเห็นตัวเลขรายรับ-รายจ่ายล่วงหน้าก่อนลงมือไถกลบดินแปลงปลูกผัก (2) ผู้เรียนขยายผลสู่สินทรัพย์อื่น โดยผู้เรียนเกิดทักษะ Re-Skills และ Up-Skills ติดตัว (Transferred Skills) สามารถนำกระบวนการคิดในแผนธุรกิจย่อยนี้ ไปประยุกต์ใช้กับการคำนวณต้นทุนและวางแผนการขายสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ หรือธุรกิจอื่นๆ ในครัวเรือนได้ทันทีหลังจากจบการเรียนรู้หลักสูตรนี้ |
| เเนวปฏิบัติที่ดี |
| ความสำเร็จของโครงการบริการวิชาการนี้ คณะทีมทำงานร่วมกับผู้เรียนถอดบทเรียน พบแนวปฏิบัติที่ดีคือความสำเร็จสามารถขยายผลนำไปใช้ (Key Success Factors) เพื่อให้หน่วยงานอื่นนำไปใช้ประยุกต์ใช้ได้ดังนี้
1. การบูรณาการทำงานแบบโมเดลพหุภาคีคือหัวใจ (Co-Creation) การออกแบบหลักสูตรร่วมกันตั้งแต่ต้นระหว่าง 3 คณะ และ 4 หน่วยงานภายนอก ทำให้หลักสูตรตอบโจทย์ทั้งเชิงวิชาการ มาตรฐานรัฐ มาตรฐานเอกชนและการตลาดจริง
2. การเรียนรู้แบบโมดูล (Module) เชื่อมโยงชีวิต (Module & Action Learning): แบ่งซอยเนื้อหาเป็นโมดูลเพื่อให้ยืดหยุ่นต่อวิถีชีวิตเกษตรกร และให้ผู้เรียนฝึกทำแผนธุรกิจจาก "ผักในแปลงของตัวเอง" ไม่ใช่เคสศึกษาของคนอื่นแต่เป็นนักจัดการเกษตรปลูกผักจากชีวิตจริงของผู้เรียนปลูกผักแบบมีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลางจากแผนธุรกิจตามชนิดผักจะปลูกหรือสินค้าอื่นๆ
3. การรับรองความสามรถสมรรถนะความรู้ ทักษะ คุณลักษณะผู้เรียน ด้วยระบบ Micro-Credentials : การให้ใบรับรองตามระดับความเชี่ยวชาญจริงด้วยเครื่องมือการประเมินผลแบบ
Rubricความสำเร็จของโครงการบริการวิชาการนี้ คณะทีมทำงานร่วมกับผู้เรียนถอดบทเรียน พบแนวปฏิบัติที่ดีคือความสำเร็จสามารถขยายผลนำไปใช้ (Key Success Factors) เพื่อให้หน่วยงานอื่นนำไปใช้ประยุกต์ใช้ได้ดังนี้
1. การบูรณาการทำงานแบบโมเดลพหุภาคีคือหัวใจ (Co-Creation) การออกแบบหลักสูตรร่วมกันตั้งแต่ต้นระหว่าง 3 คณะ และ 4 หน่วยงานภายนอก ทำให้หลักสูตรตอบโจทย์ทั้งเชิงวิชาการ มาตรฐานรัฐ มาตรฐานเอกชนและการตลาดจริง
2. การเรียนรู้แบบโมดูล (Module) เชื่อมโยงชีวิต (Module & Action Learning): แบ่งซอยเนื้อหาเป็นโมดูลเพื่อให้ยืดหยุ่นต่อวิถีชีวิตเกษตรกร และให้ผู้เรียนฝึกทำแผนธุรกิจจาก "ผักในแปลงของตัวเอง" ไม่ใช่เคสศึกษาของคนอื่นแต่เป็นนักจัดการเกษตรปลูกผักจากชีวิตจริงของผู้เรียนปลูกผักแบบมีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลางจากแผนธุรกิจตามชนิดผักจะปลูกหรือสินค้าอื่นๆ
3. การรับรองความสามรถสมรรถนะความรู้ ทักษะ คุณลักษณะผู้เรียน ด้วยระบบ Micro-Credentials : การให้ใบรับรองตามระดับความเชี่ยวชาญจริงด้วยเครื่องมือการประเมินผลแบบ
Rubric Score เหมาะกับการให้คะแนนผลงานตามสภาพจริงในแปลงปลูกผักของผู้เรียนช่วยสร้างความภาคภูมิใจและเป็นแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องของผู้เรียน
4. การเผยแพร่องค์ความรู้ด้วยวีดีโอแผนธุรกิจผ่านสื่อท้องถิ่น CCNew Live มีคนสนใจเรียนรู้ จำนวน 1,300 คน อ้างอิงจากเพจ Facebook “CCNews-Live” โดยผู้สนใจนำใช้ทำแผนธุรกิจได้ด้วยตนเอง |
| รูปภาพผลงาน |
 |
|
ที่มา |
|
คณะวิทยาการจัดการ |