KM

ด้านที่ 1 บริการวิชาการสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น
ชื่อผลงาน : พืชสมุนไพรในชุมชนเชิงพาณิชย์เพื่อการพึ่งตนเองของเกษตรกร
ชื่อเจ้าของผลงาน : รองศาสตราจารย์ ดร.ประสพสุข ฤทธิเดช อาจารย์ ดร.สายใจ เพ็งที สังกัดคณะครุศาสตร์ อาจารย์ ดร.เกรียงไ
ความคิดริเริ่ม
คณะดำเนินโครงการได้แรงบันดาลใจ เพื่อพัฒนาท้องถิ่น ด้วยโครงการพืชสมุนไพรในชุมชนเชิงพาณิชย์เพื่อการพึ่งตนเองของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย ตำบลหนองกุงสวรรค์ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เกิดจากปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 และการปฏิรูปการอุดมศึกษาประเทศไทย ได้จัดกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ 3 เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงพื้นที่โดยการใช้การบริการวิชาการแก่สังคม ด้านผลงานการวิจัย การเรียนการสอน การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และการบริการวิชาการ เพื่อนำใช้ประโยชน์ การพัฒนาท้องถิ่น ได้แก้ไขปัญหาชุมชนท้องถิ่น ซึ่งได้รับการพัฒนาบนฐานแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้ต่อยอดสืบสานและรักษาตามแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้มหาวิทยาลัยได้พัฒนาท้องถิ่นทำงานให้เข้าเป้าหมาย เพื่อรู้จักท้องที่ท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ตามพระบรมราโชบายรัชกาลที่ 10 ได้ดำเนินงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่เขตบริการวิชาการ 13 อำเภอ จังหวัดมหาสารคาม การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ด้านการวิจัย การเรียนการสอน การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และการบริการวิชาการ 13 อำเภอ จังหวัดมหาสารคาม ต้องสอดคล้องกับปัญหาที่พบ และความต้องการแก้ไขปัญหาคณะดำเนินโครงการได้นำแนวทางดังกล่าวมาดำเนินโครงการตามแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พ.ศ.2566 – 2570 สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ จังหวัดมหาสารคาม พ.ศ.2566 -2570 โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรแปลงใหญ่ จังหวัดมหาสารคาม เนื่องจากจังหวัดมหาสารคามได้วางกรอบแนวทางการพัฒนาพืชสมุนไพรให้ได้ชื่อว่า “มหาสารคามเมืองแห่งสมุนไพร” ดังที่พระราชบัญญัติการอุดมศึกษาไทยของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ระบุการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและคนไทยได้เรียนรู้ในระบบ นอกระบบ และตลอดชีวิต (Lifelong learning) เพื่อคนไทยมีสมรรถนะ Up-Skill ต่อสาขาวิชาชีพต้องการเพิ่มพูนสมรรถนะที่แตกต่างไปจากเดิมเพื่อนำสู่การประกอบอาชีพวิถีใหม่ตามการพัฒนาประเทศไทยในยุค 4.0 เช่นเดียวกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เหล่าโพธิ์ชัย ตำบลหนองกุงสวรรค์ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม พบปัญหาการแปรรูปสมุนไพร ไม่มีผลิตภัณฑ์ หลายชนิด และปัญหาสมรรถนะด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ต้องได้รับการพัฒนาให้พึ่งตนเองได้ คณะดำเนินโครงการได้พัฒนาวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย ภายใต้โครงการพืชสมุนไพรในชุมชนเชิงพาณิชย์เพื่อการพึ่งตนเองของเกษตรกรได้เกิด ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลสัมฤทธิ์ ให้เกิดขึ้นเพื่อการพึ่งตนเองของกลุ่มเป้าหมายได้ตามความต้องการของการแปรรูปสมุนไพรได้ผลิตภัณฑ์ และนำใช้สมุนไพรเชิงพาณิชย์ มีผลิตภัณฑ์สมุนไพรหลายประเภทได้เพิ่มคุณค่า และมูลค่าเกิดผลลัพธ์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้
เเรงบันดาลใจ
ด้วยความสำคัญและปัญหาของการประกอบอาชีพการการปลูกพืชสมุนไพรแปลงใหญ่ในชุมชนตามนโยบายจังหวัดมหาสารคามของเกษตรกรบ้านเหล่าโพธิ์ชัยจำเป็นต้องได้รับการพัฒนา ด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติอันเป็นสมรรถนะที่แตกต่างไปจากเดิมสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย คณะดำเนินโครงการได้นำเสนอโครงการพืชสมุนไพรในชุมชนเชิงพาณิชย์เพื่อการพึ่งตนเองของเกษตรกรต่อแหล่งทุนภายนอก คือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ประเภทประกาศนียบัตร (Nondegree) ปีงบประมาณ พ.ศ.2566
ขั้นตอน
3.2.1 การประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินโครงการและการสำรวจพื้นที่กลุ่มเป้าหมาย คณะดำเนินโครงการได้เข้าร่วมประชุมตามหนังสือแจ้งการประชุมให้มหาวิทยาลัยได้เข้ารับฟังคำชี้แจง การดำเนินโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2566 ผ่านการประชุมแบบออนไลน์ Zoom ภายใต้โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 มีกรอบแนวทางดำเนินงานเพื่อเพิ่มสมรรถนะกำลังคนด้านการผลิตเพื่อตอบโจทย์ของภาคอุตสาหกรรมการอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพโดยให้อาจารย์/บุคลากรที่สนใจนำเสนอโครงการขอรับทุนสนับสนุน ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 มีข้อกำหนดโครงการต้องมีกลุ่มเป้าหมายร่วมโครงการจำนวน 50 คน ทำให้คณะดำเนินโครงการได้ส่งโครงการนำเสนอประเด็นประชุมในกลุ่มการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนขนาดกลาง และขนาดย่อม (SME) ตัวชี้วัดโครงการมีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการและต้องได้รับการยกระดับวิสาหกิจชุมชนมีมาตรฐานสินค้าเพื่อการเกษตร ตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน คณะดำเนินโครงการได้ส่งโครงการพืชสมุนไพรในชุมชนเชิงพาณิชย์เพื่อการพึ่งตนเองของเกษตรกร และได้รับอนุมัติทุนสนับสนุนการดำเนินโครงการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กลุ่มเป้าหมายมีเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่ในเขตบริการ 13 อำเภอ จังหวัดมหาสารคาม คัดเลือกวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมโครงการ คือ (1) วิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการตั้งอยู่ในเขตบริการวิชาการของเขตปกครอง 13 อำเภอ จังหวัดมหาสารคาม (2) วิสาหกิจชุมชนที่ได้เข้าร่วมโครงการปลูกพืชสมุนไพรแปลงใหญ่ตามนโยบายแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดมหาสารคาม ปีงบประมาณ พ.ศ.2566-2570 (3) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชสมุนไพรแปลงใหญ่ได้รับรองมาตรฐานสินค้าทางการเกษตรตามมาตรฐานอินทรีย์หรือมาตรฐานอื่นๆ (4) สมาชิกกลุ่มเป้าหมายวิสาหกิจชุมชนเพศชายและเพศหญิง จำนวน 50 คน มีความรู้เรื่องสมุนไพรต้องการเพิ่มพูนสมรรถนะแตกต่างไปจากเดิมสมัครใจเข้าร่วมโครงการ คณะดำเนินโครงการได้ส่งแบบสำรวจพื้นที่กลุ่มเป้าหมาย 13 อำเภอจังหวัดมหาสารคาม ได้รับการยืนยันเข้าร่วมวิสาหกิจชุมปลูกพืชสมุนไพรแปลงใหญ่ของจังหวัดมหาสารคาม มีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้รับรองมาตรฐาน GAP และมาตรฐานอินทรีย์ จำนวน 5 กลุ่ม ได้แก่ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม มีจำนวน 3 แห่ง คือ วิสาหกิจชุมชนปลูกผักปลอดสารพิษบ้านโพธิ์เงิน (2) วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชสมุนไพรและแปรรูปสมุนไพรบ้านโนนแคน (3) วิสาหกิจชุมชนเกษตรชีวภาพบ้านกางกี่ และอำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม มีวิสาหกิจชุมชน 2 แห่ง ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย และ (2) วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรแปลงใหญ่บ้านดอนกลอย ซึ่งวิสาหกิจชุมชน 5 แห่ง มีการดำเนินโครงการปลูกพืชสมุนไพรได้รับรองมาตรฐานสินค้าการเกษตรตามหลักพืช GAP และพืชสมุนไพร Organic สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ คือ วิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย ตำบลหนองกุงสวรรค์ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม มีกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 50 คน ตามเกณฑ์การคัดเลือกของโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กำหนดไว้ในส่วน 4 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 25 -35 คน ไม่ตรงตามเกณฑ์กำหนดไว้ 50 คน 3.2.2 วัตถุประสงค์โครงการ (1) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติการแปรรูปสมุนไพรได้ผลิตภัณฑ์และได้มาตรฐานตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (2) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติการเป็นผู้ประกอบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรเชิงพาณิชย์ได้ (3) เพื่อให้ผู้เรียนใช้ประโยชน์สมุนไพรได้พัฒนาคุณภาพชีวิตตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 3.2.3 การเก็บรวบรวมข้อมูลและการสร้างเครื่องมือประเมินโครงการ คณะดำเนินโครงการสร้างเครือข่ายภายในมหาวิทยาลัยและเครือข่ายภายนอกมหาวิทยาลัย ใช้วิธีการประชุมชรี้แจงโครงการกับบุคลากรผู้เข้าร่วมโครงการ อาจารย์ คณะครุศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ และเครือข่ายภายนอก ได้แก่ผู้ประกอบการเอกชน ห้างหุ้นส่วนจำกัดนาเมืองรักษ์ บ้านเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม และสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม คณะดำเนินโครงการมีบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยจำนวน 4 คน และบุคลากรภายนอกมหาวิทยาลัย จำนวน 3 คน เป็นคณะดำเนินโครงการ จำนวน 7 คน คณะดำเนินโครงการมีบทบาทหน้าที่เข้าไปพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชสมุนไพรแปลงใหญ่เหล่าโพธิ์ชัย ตำบลหนองกุงสวรรค์ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม และมีบทบาทการติดตามประเมินผลโครงการ ใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลปัญหาละความต้องการพัฒนาแปรรูปสมุนไพรได้ผลิตภัณฑ์และได้มาตรฐานตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย เพื่อนำใช้ประโยชน์และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ การสร้างเครื่องมือประเมินผลโครงการ คณะดำเนินโครงการได้ใช้เครื่องมือเพื่อประเมินผลการดำเนินโครงการมีเครื่องมือประเมินโครงการ 3 ประเภท คือ (1) แบบสอบถามปัญหาและความต้องการการแปรรูปสมุนไพรได้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (2) แบบสอบถามปัญหาและความต้องการการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรในระบบตลาด (3) แบบประเมินการใช้ประโยชน์สมุนไพรได้พัฒนาคุณภาพชีวิตตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การสร้างเครื่องมือแบบสอบถามปัญหาและความต้องการการแปรรูปสมุนไพรอินทรีย์ได้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานสินค้าตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีวิธีการสร้างคือ ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบสอบถามปลายปิด มีคำถาม 4 ด้าน จำนวน 22 ข้อ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ของโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ได้ตรวจสอบความสอดคล้องข้อคำถามกับนิยามศัพท์เฉพาะมีความสอดคล้องได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.865 = 0.87 (2) แบบสอบถามปัญหาและความต้องการการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรในระบบตลาด เป็นแบบสอบถามปลายปิด เนื้อหามี 4 ประเด็น จำนวน 12 ข้อ และมีผู้ทรงคุณวุฒิ ชุดเดิม ได้ตรวจสอบความสอดคล้องข้อคำถามกับนิยามศัพท์เฉพาะมีความสอดคล้องได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.855 = 0.86 (3) แบบประเมินการใช้ประโยชน์สมุนไพรได้พัฒนาคุณภาพชีวิตตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน แบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยกำหนดค่าคะแนน 5 4 3 2 1 และมีเกณฑ์แปรผลของคะแนนเฉลี่ยตามแนวคิดของบุญชม ศรีสะอาด (2550 : 40) มีประเด็นเนื้อหาที่ประเมินคุณภาพชีวิต 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านเศรษฐกิจ (2) ด้านสังคม (3) ด้านสิ่งแวดล้อม (4) ด้านการศึกษา และ (5) ด้านสุขภาวะ จำนวนตัวบ่งชี้ 30 ข้อ โดยคณะดำเนินโครงการปรับปรุงข้อคำถามจากรายงานวิจัยโครงการพลิกโฉมชุดเดิม มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (ประสพสุข ฤทธิเดชและคณะ. 2565) ปรากฏว่าผู้ทรงคุณวุฒิประเมินความเชื่อมั่นของแบบประเมินการใช้ประโยชน์สมุนไพรได้พัฒนาคุณภาพชีวิตระหว่างข้อคำถามกับนิยามศัพท์เฉพาะได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.843 = 0.84 3.2.4 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติพื้นฐานร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X ̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านปัญหาและความต้องการการแปรรูปสมุนไพรในชุมชนเชิงพาณิชย์ของวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย แผนภูมิกราฟวงกลม 1-2 ปัญหาการปลูกพืชสมุนไพรแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนบ้านเหล่าโพธิ์ชัย สรุปข้อมูลปัญหาการปลูกพืชสมุนไพรแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย พบว่าปัญหาลำดับ 1 – 3 คือ (1) การแปรรูปสมุนไพรเชิงพาณิชย์มีผลิตภัณฑ์จำนวนน้อย ร้อยละ 35 (2) อุปกรณ์และเทคโนโลยีสำหรับการแปรรูปสมุนไพรมีน้อย ร้อยละ 25 (3) การปลูกพืชสมุนไพรแปลงใหญ่มีศัตรูพืชและแมลงทำลาย ร้อยละ 25 ความต้องการแปรรูปสมุนไพรได้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่า โพธิ์ชัย สรุปข้อมูลความต้องการแปรรูปสมุนไพรได้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย พบว่าความต้องการลำดับ 1 – 3 คือ (1) การแปรรูปสมุนไพรเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบอาหาร ร้อยละ 40 (2) การแปรรูปสมุนไพรเพื่อการทำเครื่องยา ร้อยละ 35 (3) การแปรรูปสมุนไพรเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ร้อยละ 20 (3) ปัญหาและความต้องการจำหน่ายผลผลิตสมุนไพรเชิงพาณิชย์ในระบบตลาด ดังแผนภูมิกราฟวงกลม 3 - 4 สรุปปัญหาการจำหน่ายผลผลิตสมุนไพรเชิงพาณิชย์ในระบบตลาดพบปัญหาลำดับที่ 1- 3 คือ (1) การสร้างเพจ และ face book ไม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 40 (2) การตลาดออนไลน์และเว็ปไซด์ ร้อยละ 27 (3) การขายตรงต่อผู้บริโภค ร้อยละ 23 สรุปความต้องการการจำหน่ายผลผลิตสมุนไพรเชิงพาณิชย์ในระบบตลาด พบว่าความต้องการด้านการตลาด ลำดับที่ 1- 3 คือ (1) ด้านการตลาดแบบขายตรง ร้อยละ 40 (2) ด้านการตลาดแบบออนไลน์และ Face book ร้อยละ 25 (3) ด้านการตลาดแบบจัดนิทรรศการ ร้อยละ 20
ผลสัมฤทธิ์
3.3.1) ผลการศึกษาองค์ความรู้/ผลสัมฤทธิ์การดำเนินการมี 3 ข้อตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ผู้เรียนสามารถปฏิบัติการแปรรูปสมุนไพรได้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน พบว่า ผู้เรียนได้เรียนรู้พัฒนาการแปรรูปสมุนไพรอินทรีย์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัยได้ผลิตภัณฑ์ประเภทขนมถั่วตัด 5 ชนิด วิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ คือ พท.ภ.นายณรงค์ศักดิ์ นาเมืองรักษ์ ผู้ประกอบการเอกชน ห้างหุ้นส่วนจำกัด นาเมืองรักษ์ บ้านเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม และนายชัชวาล ป้องคำหาญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการใช้สมุนไพรที่มีในชุมชนเป็นส่วนประกอบของอาหารมีสมุนไพร ได้แก่ ใบเตย อัญชัน กระเจี๊ยบ กระบก และธัญพืช ฯลฯ และนายชัชวาล ป้องคำหาญ ได้สาธิตการใช้สมุนไพรนำมาเป็นส่วนประกอบอาหารประเภทขนมถั่วตัด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัยต้องการโดยการใช้ต้นทุนเดิมที่มีขนมถั่วตัด ซึ่งไม่ได้ใช้สมุนไพรเป็นส่วนประกอบ สำหรับการพัฒนาต่อยอดได้นำใช้ประโยชน์ต้นทุนเดิมพัฒนาขนมถั่วตัดเป็นผลิตภัณฑ์ ได้ 5 ชนิด คือ 1) ถั่วตัดใบเตย 2) ถั่วตัดอัญชัน 3) ถั่วตัดกระเจี๊ยบ 4) ถั่วตัดกระบก และ 5) ถั่วตัดธัญพืช โดยมีส่วนผสมของวัตถุดิบและผลผลิตแต่ละชนิดดังนี้ ขนมถั่วตัดธัญพืช รายการส่วนผสม ถั่วลิสง 335 กรัม, ธัญพืช 115 กรัม,แบะแซ 250 กรัม,น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม, น้ำเปล่า 250 กรัม, งาขาว 55 กรัม,เกลือ 10 กรัม, รวมปริมาณทั้งหมด 1,265 กรัม/กระปุก 253 กรัม ปริมาณทั้งหมดสามารถผลิตได้ 5 กระปุก ขนมถั่วตัดกระบก รายการส่วนผสม ถั่วลิสง 335 กรัม,กระบก 115 กรัม,แบะแซ 250 กรัม,น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม น้ำเปล่า 250 กรัม,งาขาว 55 กรัม,เกลือ 10 กรัม รวมปริมาณทั้งหมด 1,265 กรัม/กระปุก 253 กรัม ปริมาณทั้งหมดสามารถผลิตได้ 5 กระปุก ขนมถั่วตัดอัญชัน รายการส่วนผสม ถั่วลิสง 335 กรัม,แบะแซ 250 กรัม,น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม,น้ำอัญชัน 250 กรัม งาขาว 55 กรัม, เกลือ 10 กรัม รวมปริมาณทั้งหมด 1,150 กรัม/กระปุก 230 กรัม ปริมาณทั้งหมดสามารถผลิตได้ 5 กระปุก ขนมถั่วตัดกระเจี๊ยบ รายการส่วนผสม ถั่วลิสง 335 กรัม,แบะแซ 250 กรัม,น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม,น้ำกระเจี๊ยบ 250 กรัม,งาขาว 55 กรัม,เกลือ 10 กรัม รวมปริมาณทั้งหมด 1,150 กรัม/กระปุก 230 กรัมปริมาณทั้งหมดสามารถผลิตได้ 5 กระปุก ขนมถั่วตัดใบเตย รายการส่วนผสม ถั่วลิสง 335กรัม,แบะแซ 250 กรัม,น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม,น้ำใบเตย 250 กรัม งาขาว 55 กรัม,เกลือ 10 กรัม รวมปริมาณทั้งหมด 1,150 กรัม/กระปุก 230 กรัมปริมาณทั้งหมดสามารถผลิตได้ 5 กระปุก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมถั่วตัดได้รับรองมาตรฐานอาหารและยา (อย.) คณะดำเนินโครงการได้ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ถั่วตัดไปตรวจวิเคราะห์คุณภาพ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ที่ 7จังหวัดขอนแก่น พบว่าคุณภาพถั่วตัด 5 ชนิด ไม่มีเชื้อราและสารจุลินทรีย์ปนเปื้อน สามารถเก็บผลิตภัณฑ์ถั่วตัด 5 ชนิดในตู้เย็น เพื่อการบริโภคได้ เวลา 2 เดือน และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม โดยฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภคมอบให้เภสัชกร นางปธิณี อัครนิจ ไปตรวจประเมินโรงเรือนผลิตถั่วตัดได้รับรองโรงเรือนผลิตถั่ว ตามเกณฑ์มาตรฐานอาหารและยา (อย.) มีเกณฑ์การผ่านโรงเรือน ร้อยละ 60 และได้รับรองผลิตภัณฑ์ 5 ชนิด ตามสินค้ามาตรฐานอาหารและยา (อย.) ประเภทขนม มีสารบบอาหารจดแจ้งทะเบียนผลิตภัณฑ์ดังนี้ มาตรฐานอาหารและยา ถั่วตัด 5 ชนิด ขนมถั่วตัดอัญชันได้รับการรับรองมาตรฐานอาหารและยา(อย.) เลขสารบบอาหาร 44-2-01063-6-0002 ขนมถั่วตัดธัญพืช เลขสารบบอาหาร 44-2-01063-6-0003 ขนมถั่วตัดกระบก เลขสารบบอาหาร 44-2-01063-6-0004 ขนมถั่วตัดกระเจี๊ยบ เลขสารบบอาหาร 44-2-01063-6-0005 และขนมถั่วตัดใบเตย เลขสารบบอาหาร 44-2-01063-6-0006 3.3.2) ผลการศึกษาผู้เรียนสามารถปฏิบัติการเป็นผู้ประกอบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรเชิงพาณิชย์ได้ การจำหน่ายผลผลิตสมุนไพรเชิงพาณิชย์ในระบบตลาด สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย ได้อธิบายการเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนจำหน่ายผลผลิตสมุนไพรมีช่องทางการตลาดหลายช่องทางซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้การดำเนินการสร้างตลาด ได้แก่ ตลาดการขายตรง ตลาดกลุ่มออนไลน์ เพจ เฟชบุค ตลาดเครือข่ายชุมชนสมุนไพรแปลงใหญ่ และตลาดการจัดนิทรรศการ ปรากฏว่าการจำหน่ายผลผลิตที่ได้ผลิตภัณฑ์รับรองมาตรฐานอาหารและยา (อย) ประเภทชนมถั่วตัด 5 ชนิด มีการขายถั่วตัดแต่ละชนิดดังนี้ ปริมาณการผลิตขนมถั่วตัดกระบกและธัญพืช 1 กระป๋อง บรรจุขนมถั่วตัด 30 ชิ้นต้นทุน 30 ชิ้น ราคา 59.50 บาท ราคาขาย 100 บาท /30 ชิ้นกำไรกระป๋องละ 40.50 บาท ผลิตขนมถั่วตัด 100 กระป๋อง/เดือน ต้นทุน 100 × 59.50 = 5,950 บาท จำหน่ายกระป๋องละ 100 × 100 = 10,000 บาท ได้กำไร 4,050 บาท ดังนั้นถั่วตัด 2 ชนิด ได้กำไร = 4,050+4,050 = 8,100 บาท และปริมาณการผลิตขนมถั่วตัดใบเตย อัญชัน และกระเจี๊ยบ 1 กระป๋อง บรรจุขนมถั่วตัด 30 ชิ้นต้นทุน 30 ชิ้น ราคา 56 บาท ราคาขาย 70 บาท /30 ชิ้นกำไรกระป๋องละ 14 บาท ผลิตขนมถั่วตัด 100 กระป๋อง/เดือน ต้นทุน 100 × 56 = 5,600 บาท จำหน่ายกระป๋อง จำนวน 100 × 70 = 7,000 บาท ได้กำไร 7,000 -5,600 = 1,400 บาท ดังนั้นถั่วตัด 3 ชนิด ได้กำไร = 1,400 +1,400+1,400 = 4,200 บาท ด้วยการขายถั่วตัด 5 ชนิด มีต้นทุนรวม 5 ชนิด จำนวน 11,550 บาท กำไรถั่วตัด 5 ชนิด 12,300 บาท 3.3.3) ผลการศึกษาผู้เรียนใช้ประโยชน์สมุนไพรได้พัฒนาคุณภาพชีวิตตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้ประโยชน์สมุนไพรได้พัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อเกษตรกรพึ่งตนเองได้ ตามเครื่องมือแบบประเมินคุณภาพชีวิต 5 ด้าน กลุ่มเป้าหมายได้ตอบแบบประเมินความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต 5 ด้าน ดังนี้ คือ (1) ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 45 (2) ด้านสังคม ร้อยละ 13 (3) ด้านสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 15 (4) ด้านการศึกษา ร้อยละ 15 และ (5) ด้านสุขภาวะ ร้อยละ 12 จำนวนตัวบ่งชี้ 30 ข้อ พบว่าสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบพึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจ มิติคุณภาพชีวิต คุณภาพชีวิต X ̅ S.D. การแปลผล ด้านเศรษฐกิจ 1.1 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีสมรรถนะในการจัดการความรู้ ทักษะ และเจตคติของการประกอบอาชีพ 4.81 0.48 มากที่สุด 1.2 สามารถวิเคราะห์รายรับรายจ่ายของการเงินกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 4.67 0.59 มากที่สุด 1.3 มีการสร้างสัมมาอาชีพของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง 4.89 0.32 มากที่สุด 1.4 ส่งเสริมการประกอบอาชีพตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 4.77 0.53 มากที่สุด 1.5 การบริหารกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโปร่งใส มีธรรมาภิบาล เป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน 4.78 0.49 มากที่สุด เฉลี่ยรวมด้านเศรษฐกิจ 4.78 0.49 มากที่สุด สรุปผลการศึกษาการใช้ประโยชน์สมุนไพรได้พัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรพึ่งตนเองได้ตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย ด้านเศรษฐกิจ พบว่าคุณภาพชีวิตโดยรวมมากที่สุด X ̅ = 4.78 SD = 0.49 พิจารณาคุณภาพชีวิตรายข้อพบว่าคุณภาพชีวิตของเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัยคุณภาพชีวิตลำดับที่ 1-3 ดังนี้ 1) มีการสร้างสัมมาอาชีพของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอย่างต่อเนื่องมากที่สุด X ̅ = 4.89 SD = 0.32 2) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีสมรรถนะในการจัดการความรู้ ทักษะ และเจตคติของการประกอบอาชีพมากที่สุด X ̅ = 4.81 SD =0.48 3) การบริหารกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโปร่งใส มีธรรมาภิบาลเป็นแนวปฏิบัติร่วมกันมากที่สุด (X ̅ = 7.78 SD =0.49) 3.3.1) ผลการศึกษาองค์ความรู้/ผลสัมฤทธิ์การดำเนินการมี 3 ข้อตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ผู้เรียนสามารถปฏิบัติการแปรรูปสมุนไพรได้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน พบว่า ผู้เรียนได้เรียนรู้พัฒนาการแปรรูปสมุนไพรอินทรีย์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัยได้ผลิตภัณฑ์ประเภทขนมถั่วตัด 5 ชนิด วิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ คือ พท.ภ.นายณรงค์ศักดิ์ นาเมืองรักษ์ ผู้ประกอบการเอกชน ห้างหุ้นส่วนจำกัด นาเมืองรักษ์ บ้านเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม และนายชัชวาล ป้องคำหาญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการใช้สมุนไพรที่มีในชุมชนเป็นส่วนประกอบของอาหารมีสมุนไพร ได้แก่ ใบเตย อัญชัน กระเจี๊ยบ กระบก และธัญพืช ฯลฯ และนายชัชวาล ป้องคำหาญ ได้สาธิตการใช้สมุนไพรนำมาเป็นส่วนประกอบอาหารประเภทขนมถั่วตัด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัยต้องการโดยการใช้ต้นทุนเดิมที่มีขนมถั่วตัด ซึ่งไม่ได้ใช้สมุนไพรเป็นส่วนประกอบ สำหรับการพัฒนาต่อยอดได้นำใช้ประโยชน์ต้นทุนเดิมพัฒนาขนมถั่วตัดเป็นผลิตภัณฑ์ ได้ 5 ชนิด คือ 1) ถั่วตัดใบเตย 2) ถั่วตัดอัญชัน 3) ถั่วตัดกระเจี๊ยบ 4) ถั่วตัดกระบก และ 5) ถั่วตัดธัญพืช โดยมีส่วนผสมของวัตถุดิบและผลผลิตแต่ละชนิดดังนี้ ขนมถั่วตัดธัญพืช รายการส่วนผสม ถั่วลิสง 335 กรัม, ธัญพืช 115 กรัม,แบะแซ 250 กรัม,น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม, น้ำเปล่า 250 กรัม, งาขาว 55 กรัม,เกลือ 10 กรัม, รวมปริมาณทั้งหมด 1,265 กรัม/กระปุก 253 กรัม ปริมาณทั้งหมดสามารถผลิตได้ 5 กระปุก ขนมถั่วตัดกระบก รายการส่วนผสม ถั่วลิสง 335 กรัม,กระบก 115 กรัม,แบะแซ 250 กรัม,น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม น้ำเปล่า 250 กรัม,งาขาว 55 กรัม,เกลือ 10 กรัม รวมปริมาณทั้งหมด 1,265 กรัม/กระปุก 253 กรัม ปริมาณทั้งหมดสามารถผลิตได้ 5 กระปุก ขนมถั่วตัดอัญชัน รายการส่วนผสม ถั่วลิสง 335 กรัม,แบะแซ 250 กรัม,น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม,น้ำอัญชัน 250 กรัม งาขาว 55 กรัม, เกลือ 10 กรัม รวมปริมาณทั้งหมด 1,150 กรัม/กระปุก 230 กรัม ปริมาณทั้งหมดสามารถผลิตได้ 5 กระปุก ขนมถั่วตัดกระเจี๊ยบ รายการส่วนผสม ถั่วลิสง 335 กรัม,แบะแซ 250 กรัม,น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม,น้ำกระเจี๊ยบ 250 กรัม,งาขาว 55 กรัม,เกลือ 10 กรัม รวมปริมาณทั้งหมด 1,150 กรัม/กระปุก 230 กรัมปริมาณทั้งหมดสามารถผลิตได้ 5 กระปุก ขนมถั่วตัดใบเตย รายการส่วนผสม ถั่วลิสง 335กรัม,แบะแซ 250 กรัม,น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม,น้ำใบเตย 250 กรัม งาขาว 55 กรัม,เกลือ 10 กรัม รวมปริมาณทั้งหมด 1,150 กรัม/กระปุก 230 กรัมปริมาณทั้งหมดสามารถผลิตได้ 5 กระปุก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมถั่วตัดได้รับรองมาตรฐานอาหารและยา (อย.) คณะดำเนินโครงการได้ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ถั่วตัดไปตรวจวิเคราะห์คุณภาพ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ที่ 7จังหวัดขอนแก่น พบว่าคุณภาพถั่วตัด 5 ชนิด ไม่มีเชื้อราและสารจุลินทรีย์ปนเปื้อน สามารถเก็บผลิตภัณฑ์ถั่วตัด 5 ชนิดในตู้เย็น เพื่อการบริโภคได้ เวลา 2 เดือน และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม โดยฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภคมอบให้เภสัชกร นางปธิณี อัครนิจ ไปตรวจประเมินโรงเรือนผลิตถั่วตัดได้รับรองโรงเรือนผลิตถั่ว ตามเกณฑ์มาตรฐานอาหารและยา (อย.) มีเกณฑ์การผ่านโรงเรือน ร้อยละ 60 และได้รับรองผลิตภัณฑ์ 5 ชนิด ตามสินค้ามาตรฐานอาหารและยา (อย.) ประเภทขนม มีสารบบอาหารจดแจ้งทะเบียนผลิตภัณฑ์ดังนี้ มาตรฐานอาหารและยา ถั่วตัด 5 ชนิด ขนมถั่วตัดอัญชันได้รับการรับรองมาตรฐานอาหารและยา(อย.) เลขสารบบอาหาร 44-2-01063-6-0002 ขนมถั่วตัดธัญพืช เลขสารบบอาหาร 44-2-01063-6-0003 ขนมถั่วตัดกระบก เลขสารบบอาหาร 44-2-01063-6-0004 ขนมถั่วตัดกระเจี๊ยบ เลขสารบบอาหาร 44-2-01063-6-0005 และขนมถั่วตัดใบเตย เลขสารบบอาหาร 44-2-01063-6-0006 3.3.2) ผลการศึกษาผู้เรียนสามารถปฏิบัติการเป็นผู้ประกอบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรเชิงพาณิชย์ได้ การจำหน่ายผลผลิตสมุนไพรเชิงพาณิชย์ในระบบตลาด สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย ได้อธิบายการเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนจำหน่ายผลผลิตสมุนไพรมีช่องทางการตลาดหลายช่องทางซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้การดำเนินการสร้างตลาด ได้แก่ ตลาดการขายตรง ตลาดกลุ่มออนไลน์ เพจ เฟชบุค ตลาดเครือข่ายชุมชนสมุนไพรแปลงใหญ่ และตลาดการจัดนิทรรศการ ปรากฏว่าการจำหน่ายผลผลิตที่ได้ผลิตภัณฑ์รับรองมาตรฐานอาหารและยา (อย) ประเภทชนมถั่วตัด 5 ชนิด มีการขายถั่วตัดแต่ละชนิดดังนี้ ปริมาณการผลิตขนมถั่วตัดกระบกและธัญพืช 1 กระป๋อง บรรจุขนมถั่วตัด 30 ชิ้นต้นทุน 30 ชิ้น ราคา 59.50 บาท ราคาขาย 100 บาท /30 ชิ้นกำไรกระป๋องละ 40.50 บาท ผลิตขนมถั่วตัด 100 กระป๋อง/เดือน ต้นทุน 100 × 59.50 = 5,950 บาท จำหน่ายกระป๋องละ 100 × 100 = 10,000 บาท ได้กำไร 4,050 บาท ดังนั้นถั่วตัด 2 ชนิด ได้กำไร = 4,050+4,050 = 8,100 บาท และปริมาณการผลิตขนมถั่วตัดใบเตย อัญชัน และกระเจี๊ยบ 1 กระป๋อง บรรจุขนมถั่วตัด 30 ชิ้นต้นทุน 30 ชิ้น ราคา 56 บาท ราคาขาย 70 บาท /30 ชิ้นกำไรกระป๋องละ 14 บาท ผลิตขนมถั่วตัด 100 กระป๋อง/เดือน ต้นทุน 100 × 56 = 5,600 บาท จำหน่ายกระป๋อง จำนวน 100 × 70 = 7,000 บาท ได้กำไร 7,000 -5,600 = 1,400 บาท ดังนั้นถั่วตัด 3 ชนิด ได้กำไร = 1,400 +1,400+1,400 = 4,200 บาท ด้วยการขายถั่วตัด 5 ชนิด มีต้นทุนรวม 5 ชนิด จำนวน 11,550 บาท กำไรถั่วตัด 5 ชนิด 12,300 บาท 3.3.3) ผลการศึกษาผู้เรียนใช้ประโยชน์สมุนไพรได้พัฒนาคุณภาพชีวิตตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้ประโยชน์สมุนไพรได้พัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อเกษตรกรพึ่งตนเองได้ ตามเครื่องมือแบบประเมินคุณภาพชีวิต 5 ด้าน กลุ่มเป้าหมายได้ตอบแบบประเมินความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต 5 ด้าน ดังนี้ คือ (1) ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 45 (2) ด้านสังคม ร้อยละ 13 (3) ด้านสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 15 (4) ด้านการศึกษา ร้อยละ 15 และ (5) ด้านสุขภาวะ ร้อยละ 12 จำนวนตัวบ่งชี้ 30 ข้อ พบว่าสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบพึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจ มิติคุณภาพชีวิต คุณภาพชีวิต X ̅ S.D. การแปลผล ด้านเศรษฐกิจ 1.1 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีสมรรถนะในการจัดการความรู้ ทักษะ และเจตคติของการประกอบอาชีพ 4.81 0.48 มากที่สุด 1.2 สามารถวิเคราะห์รายรับรายจ่ายของการเงินกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 4.67 0.59 มากที่สุด 1.3 มีการสร้างสัมมาอาชีพของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง 4.89 0.32 มากที่สุด 1.4 ส่งเสริมการประกอบอาชีพตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 4.77 0.53 มากที่สุด 1.5 การบริหารกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโปร่งใส มีธรรมาภิบาล เป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน 4.78 0.49 มากที่สุด เฉลี่ยรวมด้านเศรษฐกิจ 4.78 0.49 มากที่สุด สรุปผลการศึกษาการใช้ประโยชน์สมุนไพรได้พัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรพึ่งตนเองได้ตามความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย ด้านเศรษฐกิจ พบว่าคุณภาพชีวิตโดยรวมมากที่สุด X ̅ = 4.78 SD = 0.49 พิจารณาคุณภาพชีวิตรายข้อพบว่าคุณภาพชีวิตของเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัยคุณภาพชีวิตลำดับที่ 1-3 ดังนี้ 1) มีการสร้างสัมมาอาชีพของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอย่างต่อเนื่องมากที่สุด X ̅ = 4.89 SD = 0.32 2) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีสมรรถนะในการจัดการความรู้ ทักษะ และเจตคติของการประกอบอาชีพมากที่สุด X ̅ = 4.81 SD =0.48 3) การบริหารกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโปร่งใส มีธรรมาภิบาลเป็นแนวปฏิบัติร่วมกันมากที่สุด (X ̅ = 7.78 SD =0.49)
รูปภาพผลสัมฤทธิ์
การนำไปใช้
การดำเนินโครงการพืชสมุนไพรในชุมชนเชิงพาณิชย์เพื่อการพึ่งตนเองของเกษตรกร ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย คณะผู้ดำเนินโครงการได้จัดสนทนากลุ่มกับ (1) ประธานกลุ่มและสมาชิกกลุมวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย (2) วิทยากร และ (3) คณะดำเนินโครงการเพื่อถอดบทเรียน จากการได้รับองค์ความรู้ ทักษะ และเจตคติ มีสมรรถนะที่แตกต่างไปจากเดิมของการปลูกพืชสมุนไพรในชุมชนเชิงพาณิชย์เพื่อการพึ่งตนเองของเกษตรกร มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต คือ ด้านเศรษฐกิจ 1) มีโรงเรือนการผลิตต้นแบบได้รับรองเป็นแหล่งการผลิตตามมาตรฐานอาหารและยา(อย.) ประเภทขนมเพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอื่นๆ ได้เข้ามาเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้รับรองมาตรฐานอาหารและยา 2) สมาชิกกลุ่มได้รับสวัสดิการและเงินปันผลเฉลี่ยคืนของหุ้นที่ได้รวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ร้อยละ 5 /ปี และสมาชิกคนใดได้รับการเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุได้รับเงินสวัสดิการรายละ 3,000 บาท 3) วิสาหกิจชุมชนลดรายจ่ายของสมาชิกในกลุ่มโดยไม่ต้องซื้ออาหารประเภทขนมจากตลาดและได้บริโภคอาหารประเภทขนมที่ปลอดภัย จากการแปรรูปสมุนไพรอินทรีย์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัย
เเนวปฏิบัติที่ดี
1) แนวปฏิบัติที่ดีเป็นต้นแบบการพัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการพันธกิจสัมพันธ์ โดยการทำงานแบบมีส่วนร่วมมีการร่วมมือกับหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยคือ คณะครุศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ และความร่วมมือกับเครือข่ายภายนอกคือผู้ประกอบการห้างหุ้นส่วนจำกัด นาเมืองรักษ์ บ้านเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม ได้พัฒนาท้องถิ่นเชิงพื้นที่เพื่อการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจความยากจน โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะปฏิบัติใช้เทคโนโลยี และมีเจตคติที่ดีเพื่อการแปรรูปสมุนไพรทำให้มีผลิตภัณฑ์สมุนไพรหลายชนิดเพิ่มมูลค่าและคุณค่า 2) วิสาหกิจชุมชนเหล่าโพธิ์ชัยเป็นต้นแบบ ปลูกพืชสมุนไพรแบบอินทรีย์ ได้เพิ่มศักยภาพองค์ความรู้ ทักษะปฏิบัติ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์คือความตั้งใจมุ่งมั่นได้พัฒนาบ้านเหล่าโพธิ์ชัย และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนยกระดับเป็นหมู่บ้านปลูกพืชสมุนไพรแปลงใหญ่เกษตรอินทรีย์เป็นต้นแบบของจังหวัดมหาสารคาม พึ่งตนเองอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ให้ชุมชนอื่นๆ มีความสนใจได้ศึกษานำใช้กับชุมชนของตนเอง 3) ด้านการศึกษาเรียนรู้เป็นต้นแบบของสมาชิกในชุมชนสามารถถ่ายโยงองค์ความรู้ ทักษะ และเจตคติ ยังคงอยู่ในชุมชนและขยายพื้นที่การศึกษาพัฒนาการแปรรูปสมุนไพรอินทรีย์ ให้ได้ผลิตภัณฑ์สร้างเป็นสินค้าอัตลักษณ์ของหมู่บ้านเกิดรายได้ เกิดการปรับปรุงดินทำเกษตรออินทรีย์มากขึ้น เนื่องจากมีต้นแบบของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชสมุนไพรอินทรีย์บ้านเหล่าโพธิ์ชัย และขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ ที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้ประยุกต์ใช้องค์ความรู้ ทักษะ และเจตคติ นำใช้ประโยชน์เป็นหมู่บ้านปลูกพืชสมุนไพรอินทรีย์แปลงใหญ่ในอนาคตของจังหวัดมหาสารคาม
รูปภาพผลงาน
ที่มา
คณะครุศาสตร์