ด้านที่ 1 บริการวิชาการสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น
ชื่อผลงาน : เกษตรน้ำน้อย (การเลี้ยงกบในกระชังบก)
ชื่อเจ้าของผลงาน : าที่ร้อยตรีวุธเมธี วรเสริม คณะเทคโนโลยีการเกษตร
|
 |
| ความคิดริเริ่ม |
| กบนาลูกผสม (Rana tigerina Weigmann) เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่นิยมบริโภคเป็นอาหารกันมาอย่างช้านานและมีการเพาะขยายพันธุ์เป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่ของประเทศไทย เนื่องจากเนื้อกบนาเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยเป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วไป อีกทั้งยังสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศไดอีกด้วย (Department of Fishery, 2018) ปัจจุบันกบนาถือได้ว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งเนื่องจากมีผู้นิยมบริโภคทั้งในครัวเรือน ร้านอาหารและภัตตาคารรวมถึงการส่งออกไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้เนื้อกบยังจัดว่าเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี (Mualmuangsong et al., 2014)
จากสถิติผลการผลิตกบของกรมประมง พบว่าประเทศไทยมีผลผลิตในการเลี้ยงกบเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี พ.ศ. 2556 มีผลผลิตจำนวน 1,782.67 ตัน มูลค่า 115,746,970 บาท (Department of Fisheries, 2015) เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2554 ที่มีผลผลิตจำนวนเพียง 578.87 ตัน มูลค่า 29,202,600 บาท (Department of Fisheries, 2013) นอกจากนี้ยังมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศฮ่องกง ซึ่งพบว่าประเทศไทยมีการส่งออกกบไปยังประเทศฮ่องกง มีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 141.67 ล้านบาท และอีกหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เยอรมัน ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีการคำนึงถึงอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากกบเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ ส่วนของน่องกบมีโปรตีนสูงถึง 83 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 5.8 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้ง และมีกรดอะมิโนที่สำคัญสองชนิด คือ ไลซีน (Lysine) และเมไธโอนีน (Methionine) รวมทั้งยังมีวิตามินและแร่ธาตุ ได้แก่ ธาตุเหล็ก 2.1 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม และไนอาซีน 2.0 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม (Dani et al., 1966)
|
| เเรงบันดาลใจ |
| ปัจจุบันเกษตรกรได้มีการเพาะเลี้ยงกบกันมากขึ้น มีผู้นำกบนามาเพาะขยายพันธุ์และเลี้ยงได้จนประสบความสำเร็จเพราะกบเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ใช้เวลาน้อย ลงทุนต่ำ ดูแลรักษาง่ายและจำหน่ายไดราคาคุ้มค่ากับการลงทุน ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้นคือประมาณ 3–4 เดือนต่อรุ่นเท่านั้น และสามารถให้ความคุ้มทุนทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว (Maisiri, 2011) อย่างไรก็ตาม การรวบรวมกบส่งขายไปยังต่างประเทศยังประสบปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของกบ มีปัญหาการบาดเจ็บหรือตายในช่วงที่มีการขนส่งไปจำหน่าย ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก (Taksil, 2013) นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ในการขยายตลาดในส่วนของกบแช่แข็งไปขายยังต่างประเทศ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตกบในปริมาณที่สม่ำเสมอ และมีขนาดของน้ำหนักส่วนน่องกบที่ดีและมีคุณภาพ นอกจากนี้ตลาดต่างประเทศที่ต้องการสินค้าเกี่ยวกับกบนาเปิดกว้างมากขึ้น โดยพบว่ากบนาที่เป็นผลผลิตของเกษตรกรที่ทำการเพาะเลี้ยงได้สามารถส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น (Department of Fisheries, 2015) ปัจจุบันปริมาณกบนาที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติมีจำนวนลดอย่างมาก อีกทั้งการเพาะพันธุ์กบนายังไม่สามารถเพาะพันธุ์ได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากในฤดูหนาวกบนามีการจำศีลไม่ยอมกินอาหาร ไม่มีการพัฒนาระบบสืบพันธุ์ ส่งผลทำให้กบนาลูกผสมไม่สามารถเพาะขยายพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวได้ เกิดปัญหาเกี่ยวกับการผลิตลูกกบ (ลูกอ็อด) และการผลิตกบเนื้อ ไม่สามารถส่งตลาดได้อย่างต่อเนื่องตลอดปีและไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด |
| ขั้นตอน |
| ทำการเลี้ยงกบนาในกระชังบก ในอัตรา 40-50 ตัวต่อตารางเมตร ให้อาหารกบพร้อมกับอาหารลดต้นทุนโดยให้แหนแดงร่วมกับอาหารเม็ดลอยน้ำ ข้อสังเกตจากการเลี้ยงด้วยอาหารกบร่วมกับแหนแดง เห็นได้ว่ากบมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีมาก ผิวพรรณเป็นประกายสดใส สุขภาพแข็งแรง ทำการถ่ายพยาธิกบทุกเดือน ด้วยการนำเอาลูกหมาก 1 ลูก มาบดหรือตำละลายเอาสารที่ได้จากลูกหมากมาผสมกับอาหารให้กบนากินเพื่อถ่ายพยาธิ ทำการเลี้ยงกบในกระชังบก เลี้ยงเป็นเวลา 8 เดือน นำกบที่เลี้ยงไว้นำมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ การเตรียมพ่อแม่พันธุ์มีวิธีการจักการคือผสมฮอร์โมนไข่ผสมอาหารให้กบพ่อแม่พันธุ์กิน มีวิธีการทำฮอร์โมนไข่ดังนี้ ไข่ไก่ 30 ฟอง นมเปรี้ยว 1 ขวด น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม แป้งข้าวหมาก 1 ก้อน นำวัตถุดิบทั้งหมดมาปั่นรวมกัน เมื่อปั่นเข้ากันดีแล้วนำไปหมักในโหลที่สะอาด หมักไว้ 14 วัน น้ำเอาฮอร์โมนไข่มาผสมกับอาหารให้กบพ่อแม่พันธุ์กินเพื่อสร้างรังไข่ และนำเอาขมิ้นชันแบบผงและบดกล้วยน้ำหว้าสุกนำมาผสมกับอาหารเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพ่อแม่พันธุ์กบนา ให้ฮอร์โมนไข่ 30 วัน นำพ่อแม่พันธุ์กบนาไปเพาะในกระชังบก ทำการเช็คความพร้อมของกบนาก่อนจะทำการเพาะขยายพันธุ์ เช็คความพร้อมโดยการจับเอวตัวผู้ไว้ แล้วใช้นิ้วมือสอดเข้าช่วงอกถ้ากบเพศผู้มีความพร้อมจะเอาสองขาหน้ากอดนิ้วมือเราไว้แน่นมาก การเช็คความพร้อมของกบเพศเมีย ให้เอามือจับตรงเอวกบแล้วเอามือสัมผัสช่วงข้างๆลำตัว ถ้ากบเพศเมียมีความพร้อมเมื่อสัมผัสจะมีความรู้สึกสากมือเหมือนเอามือไปถูกับกระดาษทราย การเพาะพันธุ์ใช้แม่พันธุ์กบนา 12 ตัว ใช้พ่อพันธุ์ 24 ตัว หรือใช้อัตราส่าน กบตัวผู้ 2 ตัวต่อตัวเมีย 1 ตัว เพราะตัวเมียเป็นตัวเลือกตัวผู้ถ้าตัวเมียชอบค่อยให้ผสม ถ้าไม่ชอบตัวเมียจะไม่ยอมให้ผสมพันธุ์ ตัวผู้เข้ามากอดตัวเมียจะเอาลมเข้าในตัวให้อ้วนๆตัวผู้ขึ้นขี่จะสะบัดเอาตัวผู้ออกจากหลังตัวเอง และกระโดดหนีไม่ยอมให้ผสมพันธุ์ จากการผสมพันธุ์โดยใช้แม่พันธุ์ 12 แม่ หลังจากทำการเพาะพันธุ์ วันรุ่งขึ้น เวลา 10.00 น. โมง เอาพ่อแม่พันธุ์ออกจากบ่อเพาะพันธุ์ ถ้าทำการแยกพ่อแม่พันธุ์ออกก่อน 10.00 น. กบแม่พันธุ์จะไข่ทิ้งไข่ไม่ได้รับการผสม หลังจากนั้นทำการเก็บไข่กบโดยใช้กระชอนตักเอาไข่กบมาใส่ถังที่สะอาด จากการเพาะพันธุ์โดยใช้แม่พันธุ์ 12 แม่ ได้ไข่กบเกือบเต็มถังสี 20 ลิตร แล้วล้างทำความสะอาด แล้วนำเอาไข่กบที่ล้างสะอาดแล้วเอาไปเพาะฟักในกระชังบกที่สะอาด ใส่น้ำ 5 เซ็นติเมตร น้ำไข่กบที่ได้ใช้มือยกไข่กบในถังกระจายในบ่อเพาะฟักพยายามอย่าให้ไข่กบติดกัน เพื่อให้มีอัตราการฟักสูงที่สุด ถ้าไข่กบติดกันไข่ที่ไม่ได้รับการผสมติดอยู่กับไข่ที่ได้รับการผสมก็จะทำให้ไข่เสียไปด้วยกัน ทำการฟักไข่กบ ไข่กบมี 2 ด้าน ครึ่งบน (Animal pole) มีสีเข้ม เนื่องจากมีสารสีเมลานีน (Mealnin) เป็นด้านที่สเปิร์มจะเข้าปฏิสนธิ ครึ่งล่าง (Vegetal pole) มีสีจาง มีอาหารหรือไข่แดงสะสมจมอยู่ด้านล่าง ประมาณมาณ 24 ชั่วโมง ไข่กบจะฟักเป็นตัว มีขนาดลำตัวแบนยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร การพัฒนาในการเจริญเติบโตของไข่กบจะมี วัฏจักรชีวิตของกบอาจแบ่งได้เป็น 4 ระยะรวมถึงระยะไข่กบ (กบ) ระยะลูกอ๊อด (ลูกอ๊อด) ระยะกบลูกหรือลูกอ๊อดวัยแก่ (Froglet) และระยะตัวเต็มวัย (กบ) การอนุบาลลูกอ๊อดด้วยอาหารเม็ดโปรตีนสูง 42 เปอร์เซ็นต์ ใช้ร่วมกับอาหารลดต้นทุนคือให้ร่วมกับไข่ผำซึ่งผำมีเปอร์เซ็นต์โปรตีนสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ลดต้นทุนและลูกอ๊อดเจริญเติบโตดี การอนุบาลเพิ่มน้ำในบ่อขึ้นทุกวันจนถึง 30 เซนติเมตร ใน 20 วัน พอถึง 20 วันขาหลังเริ่มงอกให้ลดน้ำในบ่อลง และเอาวัสดุลอยน้ำเตรียมตัวให้กบน้อยขึ้นมาเกาะ ถ้าไม่มีจะทำให้ลูกอ๊อดตึงลูกกบลงไปจมน้ำตาย ในระยะนี้เป็นระยะที่อ่อนแอที่สุด เมื่อขึ้นเป็นตัวแล้วควรคัดขนาดทุกวัน เพราะกบเป็นสัตว์กินเนี้อจะกัดกันและกินกันเป็นอาหาร กบเป็นสัตว์ที่ชอบความสะอาดควรหมั่นทำความสะอาดน้ำในบ่อเลี้ยงให้สะอาดอยู่เสมอ |
| ผลสัมฤทธิ์ |
| การเพาะกบนอกฤดู จากการศึกษาและทำการทดลองในการเพาะขยายพันธุ์กบนาในฤดูหนาว สามารถมารถเพาะขยายพันธุ์กบนาได้ตลอดทั้งปี เพราะในปัจจุบันนี้สามารถเพาะในฤดูแล้งได้ ยังเหลือในฤดูหนาว เพราะตามธรรมชาติในฤดูหนาวกบจำศีล ไม่กินอาหาร ไม่สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ ทางผู้วิจัยได้ทำการทดลอง โดยการเก็บพ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์ปลอดโรคไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิไม่ให้กบพ่อแม่พันธุ์โดนอากาศหนาว ทำการควบคุมอุณหภูมิในห้องเก็บพ่อแม่พันธุ์โดยใช้หลอดไฟที่ให้ความร้อนติดตั้งในห้องควบคุมโดยใช้ระบบอัตโนมัติควบคุมอุณหภูมิ ไม่ให้เกินอุณหภูมิที่เรากำหนด เมื่อความร้อนเกินที่กำหนดหลอดระบบก็จะตัดไฟเอง ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่าที่กำหนดหลอดไฟก็จะสว่างขึ้นเพื่อควบคุมอุณหภูมิตามที่เราตั้งไว้ ให้อาหารเม็ดปกติ เช้า-เย็น ทำการอบพ่อแม่พันธุ์กบนาโดยฟังจากกรมอุตุนิยมวิทยา ว่าจะเริ่มหนาวประมาณวันที่ท่าใด ก็ควรเก็บก่ออากาศหนาวจะมาถึง จากการทดลองลองทำการเพาะพันธุ์ที่อุณหภูมิ 16-18 องศา ก็สามารถออกไข่ได้ปกติ ทำให้ทุกวันนี้มีข้อมูลการเพาะเลี้ยงกบได้ตลอดปี เพื่อนำข้อมูลหรือองค์ความรู้เพื่อไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้ |
| รูปภาพผลสัมฤทธิ์ |
 |
 |
 |
| การนำไปใช้ |
| มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามได้มีการพัฒนา ประเด็นยุธศาสตร์ หลายด้าน มีประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาท้องถิ่นและสังคมตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป้าประสงค์ที่ 1 นำองค์ความรู้ และนวัตกรรมจากการวิจัย ไปให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน เป้าประสงค์ที่ 2 เป็นคลังปัญญาและแหล่งเรียนรู้ของท้องถิ่นและสังคม ในการพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทางผู้วิจัยเป็นวิทยากรออกบรรยายเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการเพาะการเลี้ยงให้กับชุมชนที่สนใจหลายชุมชนหลายพื้นที่ทั้งภายในจังหวัดมหาสารคามและในจังหวัดใกล้เคียง |
| เเนวปฏิบัติที่ดี |
| จากการลงพื้นที่เพื่อพัฒนาท้องถิ่น ทางทีมงานได้นำอุปกรณ์ที่ใช้ในการอบรมไปแจกเพื่อจะได้ทำการต่อยอดได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระชังบก ลูกกบ อาหารกบ แหนแดงและแนวทางการจัดการเบื้องต้นในการเลี้ยงกบในกระชังบก และได้ถ่ายทอดแบบการบรรยายและละลายพฤติกรรม พูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน แลกเปลี่ยนรู้เรียนรู้สำหรับผู้ที่มีประสบการจากการเลี้ยงของเกษตรกรที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงเพื่อสรุปประเด็นที่มีปัญหาและตอบปัญหาที่เกิดขึ้นจนผู้เข้าร่วมอบรมเข้าใจแนวปฏิบัติและแนวทางแก้ไขปัญหาด้านต่างๆที่เกิดขึ้น และรวบรวมปัญหาสำหรับเกษตรกรที่ไม่มีองความรู้ที่มีข้อคำถามหรือข้อสงสัยให้ทราบลายละเอียดในการทำงานทุกขั้นตอน หลังจากที่รับฟังการบรรยายเสร็จ ทางทีมงานก็จะลงพื้นที่ในการนำพาเกษตรกรให้สามารถวางกระชังบกไว้ในที่เหมาะสม ใกล้แหล่งเปลี่ยนถ่ายน้ำ ปรับพื้นที่วางกระชัง วางกระชังตรงที่มีแดด และใช้แสลน 50 เปอร์เซ็นต์พลางแสงเพราะกบต้องการแสงแดดในการย่อยสารอาหารที่กินเข้าไป ถ้าไม่กางแสลนจะทำให้กบร้อนแดดตายได้ รวมถึงการจัดการทางระบายน้ำทิ้งออกจากบ่อ รวมถึงการพาเกษตรกรสร้างแหล่งอาหารลดต้นทุนด้วยการพาเกษตรกรเพาะเลี้ยงแหนแดงไปด้วย และช่วยป้องกันสตรูที่จะมาทำลายกบ ไม่ว่าจะเป็นงู หรือนก และบางพื้นที่ได้ทำการสาธิตการเพาะพันธุ์กบนาด้วย ไม่ว่าจะในฤดูหรือนอกฤดู เป็นการเรียนรู้จากการลงมือทำเพื่อให้เกิดทักษะในการทำงานทุกขั้นตอน |
| รูปภาพผลงาน |
 |
|
ที่มา |
|
คณะวิทยาการจัดการ |