ด้านที่ 3 ด้านวิจัยเเละนวัตกรรม
ชื่อผลงาน : การวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นปันผลใน SETHD ของตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย กรณีศึกษา ช่วงปี 2562 – 2566
ชื่อเจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.กอบชัย นิกรพิทยา ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะวิทยาการจัดการ
|
 |
| ความคิดริเริ่ม |
| การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นหนึ่งทางเลือกในการสร้างความมั่งคั่งที่ได้รับความ
นิยมอย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนจำนวนมากมองหาทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น หนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนที่ได้รับความสนใจคือการลงทุนในหุ้นปันผล ซึ่งนอกจากมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นแล้วยังมีรายได้จากเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านการลงทุน รวมถึงเหตุกาณ์ต่างๆที่คาดไม่ถึง เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส (โควิด19) ผู้เขียนมีความสนใจที่จะค้นหาหุ้นที่สามารถจ่ายเงินปันผลได้เติบโตและต่อเนื่องรวมถึงมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงเพื่อการลงทุนในระยะยาว
|
| เเรงบันดาลใจ |
| |
| ขั้นตอน |
| ทำการค้นหาหุ้นที่จ่ายปันผลสูงและมีความสม่ำเสมอ จากรายชื่อหุ้นที่อยู่ใน SETHD (SET High Dividend 30 Index) โดยหุ้นที่คัดเลือกมาศึกษาจะต้องอยู่ใน SETHD ทั้งครึ่งปีแรก และครึ่งปีหลัง ตั้งแต่ช่วงเวลาปี 2562 – 2566 ซึ่งหุ้นที่อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าวประกอบไปด้วย หุ้น AP, KKP, KTB, LH, PTT, TCAP และ TISCO
สูตรการคำนวณที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่
1) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เป็นอัตราส่วนที่แสดงให้นักลงทุนทราบว่า หากลงทุนซื้อหุ้น ณ ระดับราคาตลาดในปัจจุบัน จะมีโอกาสได้รับเงินปันผลตอบแทนจากการลงทุนในอัตราร้อยละเท่าไรจากราคาหุ้นที่ซื้อ (Kang, 2019)
สูตรคำนวณ
อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล = เงินปันผลจ่ายต่อหุ้น x 100
ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน
ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
การคำนวณนำเงินปันผลที่ทางบริษัทประกาศจ่ายเทียบกับราคาหุ้นปิดตลาดก่อนวันขึ้นเครื่องหมาย XD และประเมินผลลัพธ์ออกมาในค่าเปอร์เซ็นต์หรือค่าร้อยละ จากนั้นจึงนำผลลัพธ์ที่ได้ไปเปรียบเทียบกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยของดัชนี SET, SET50, SET100, SETHD และmai
2) อัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงนโยบายการจ่ายปันผลของบริษัทว่ามีแนวโน้มการจ่ายปันผลเป็นอย่างไร นักลงทุนจะได้ทราบถึงการแบ่งสัดส่วนกำไรของบริษัทคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผลมากหรือน้อยเพียงใด (Husna, 2019)
สูตรคำนวณ
อัตราการจ่ายปันผล = เงินปันผลจ่ายต่อหุ้น x 100
กำไรสุทธิต่อหุ้น
ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
การคำนวณ นำเงินปันผลที่ทางบริษัทประกาศจ่ายเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้น และประเมินผลลัพธ์ออกมาในค่าเปอร์เซ็นต์หรือค่าร้อยละ ผลลัพธ์ที่ได้จะเปรียบเทียบกับอัตราการจ่ายปันผลเฉลี่ยของดัชนี SET, SET50, SET100, SETHD และmai
3) กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earning per Share - EPS) เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัท หากค่า EPS เพิ่มสูงขึ้นบ่งชี้ว่าบริษัทมีผลกำไรเติบโตและส่งผลต่อความสามารถในการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น (Arsal, 2021)
สูตรคำนวณ
EPS = กำไรสุทธิ
จำนวนหุ้นสามัญ
ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
การคำนวณนำกำไรสุทธิของบริษัทเทียบกับจำนวนหุ้นสามัญ ผลลัพธ์ที่ได้จะเปรียบเทียบกับบริษัทที่ศึกษา เพื่อประเมินความสามารถในการทำกำไรของแต่ละบริษัท
|
| ผลสัมฤทธิ์ |
| 1) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันล (Dividend Yield)
ภาพที่ 1 : แสดงการเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของแต่ละบริษัทเทียบกับอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยจากเงินปันผลของ SET, SET50, SET100, SETHD และ mai
ที่มา : ข้อมูลสถิติอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จากภาพที่ 1 หุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ SET, SET50, SET100, SETHD และ mai ตั้งแต่ปี 2562 ถึง ปี 2566 (ช่วงก่อน ระหว่าง และหลังโควิด) มีจำนวน 2 บริษัท ได้แก่ LH และ TISCO แสดงถึงหุ้นดังกล่าวเป็นหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงอย่างสม่ำเสมอสะท้อนความแข็งแกร่งของการดำเนินกิจการ ถึงแม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิดก็สามารถให้อัตราผลตอบแทนได้ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย นั่นคือหากบริษัทมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงจะแสดงถึงผลกำไรที่เติบโตจึงส่งผลต่อการจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้นตามมา ข้อควรระวังหากราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลงแต่เงินปันผลจ่ายต่อหุ้นเท่าเดิม จะเป็นผลให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งนักลงทุนจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมถึงผลการดำเนินงาน และสถานะทางการเงินของบริษัท รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อราคาหุ้น (Kang, 2019)
2) อัตราการจ่ายปันผล (Dividend Payout Ratio)
ภาพที่ 2 : แสดงการเปรียบเทียบอัตราการจ่ายปันผลของแต่ละบริษัทเทียบกับอัตราการจ่ายปันผลเฉลี่ยของ SET, SET50, SET100, SETHD และ mai
ที่มา : ข้อมูลสถิติอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จากภาพที่ 2 หุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ SET, SET50, SET100, SETHD และ mai ตั้งแต่ปี 2562 ถึง ปี 2566 (ช่วงก่อน ระหว่าง และหลังโควิด) มีจำนวน 2 บริษัท ได้แก่ LH และ TISCO แสดงถึงหุ้นดังกล่าว มีอัตราการจ่ายปันผลสูงมาโดยตลอดสะท้อนความแข็งแกร่งของการดำเนินกิจการ แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิดก็สามารถให้อัตราการจ่ายปันผลได้ในระดับสูงกว่าระดับค่าเฉลี่ย ดังนั้นหากบริษัทมีอัตราการจ่ายปันผลสูงจะแสดงถึงระดับกระแสเงินสดที่มั่นคงโดยไม่จำเป็นต้องเก็บเงินไว้เพื่อขยายธุรกิจเนื่องจากบริษัทอาจอยู่ในช่วงเติบโตเต็มที่แล้วหรือบริษัทมีความสามารถในการบริหารเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญในการคืนกำไรให้กับผู้ถือหุ้น ข้อควรระวังหากบริษัทมีอัตราการจ่ายปันผลมากเกินไปอาจเป็นผลให้ขาดกระแสเงินสดในการลงทุนหรือขยายธุรกิจในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลให้มีการกู้ยืมจากสถาบันการเงินหรือมีการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน รวมถึงการออกใบสำคัญแสดงสิทธิในหุ้นสามัญ (Warrant) เพื่อเป็นการระดมเงินทุนเพิ่มเติมเข้ามา ดังนั้นอัตราการจ่ายปันผลที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่างร้อยละ 40 – 60 เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการจ่ายปันผลและการรักษาเงินไว้เพื่อการเติบโตและลงทุนต่อของธุรกิจ (Nguyen, 2021)
3) กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earning per Share)
ภาพที่ 3 : แสดงการเปรียบเทียบกำไรสุทธิต่อหุ้นของแต่ละบริษัท
ที่มา : ข้อมูลสถิติกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จากภาพที่ 3 หุ้นที่มีกำไรสุทธิต่อหุ้นสูงสุดตั้งแต่ปี 2562 ถึง ปี 2566 (ช่วงก่อน ระหว่าง และหลังโควิด) มีจำนวน 2 บริษัท ได้แก่ TCAP และ TISCO แสดงถึงหุ้นดังกล่าว มีความสามารถในการทำกำไรต่อหุ้นอยู่ในระดับสูงมาโดยตลอดสะท้อนความแข็งแกร่งของการดำเนินกิจการ ถึงแม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิดก็ยังมีผลกำไรเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้นบริษัทที่สามารถทำกำไรสุทธิต่อหุ้นให้เติบโตอย่างต่อเนื่องจะแสดงถึงประสิทธิภาพในการทำกำไร รวมถึงความสามารถในการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จึงเป็นผลให้มีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลได้เพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังหากบริษัทมีการลดจำนวนหุ้นสามัญด้วยการซื้อหุ้นคืน จะเป็นผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้นเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้เกิดจากความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริง (Kurnia, 2022)
|
| รูปภาพผลสัมฤทธิ์ |
 |
 |
 |
| การนำไปใช้ |
| จากการวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นปันผลใน SETHD ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษาช่วงปี 2562 – 2566 พบว่าแนวทางการเลือกหุ้นปันผลใน SETHD ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถสรุปเป็นแผนภาพได้ดังนี้
อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล
-เลือกหุ้นที่มีผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนี
-มีแนวโน้มผลตอบแทนเติบโตต่อเนื่อง
-พิจารณาผลการดำเนินและสถานะทางการเงิน
แนวทางการเลือกหุ้นปันผลใน SETHD
อัตราการจ่ายปันผล - กระจายการลงทุนให้หลากหลายสินทรัพย์
- เลือกหุ้นที่มีอัตราการจ่ายระหว่างร้อยละ 40 -60 - ดูประวัติการจ่ายปันผลย้อนหลัง
- พิจารณาว่าบริษัทอยู่ในช่วงกำลังเติบโตหรือเติบโตเต็มที่แล้ว - การเติบโตของเงินปันผล
- พิจารณาความเสี่ยงของการจ่ายปันผล
กำไรสุทธิต่อหุ้น
- เลือกหุ้นที่มีกำไรสุทธิต่อหุ้นเติบโตต่อเนื่อง
- พิจารณาว่ากำไรต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากการซื้อหุ้นคืน
|
| เเนวปฏิบัติที่ดี |
| แนวทางการเลือกหุ้นปันผลใน SETHD ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี นักลงทุนต้องให้ความสำคัญ ดังนี้ 1) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล โดยเลือกหุ้นที่มีผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนี และควรมีแนวโน้มผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดให้กับนักลงทุนเหมาะกับการวางแผนทางการเงินในระยะยาว 2) อัตราการจ่ายปันผล โดยเลือกหุ้นที่มีอัตราการจ่ายระหว่างร้อยละ 40 – 60 หรืออยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ แต่นักลงทุนควรพิจารณาด้วยว่าบริษัทอยู่ในช่วงธุรกิจกำลังเติบโตหรือเติบโตเต็มที่แล้ว เพราะจะเป็นตัวกำหนดการบริหารกระแสเงินสดของธุรกิจ 3) กำไรสุทธิต่อหุ้น โดยเลือกหุ้นที่มีกำไรสุทธิต่อหุ้นเติบโตต่อเนื่องเพราะจะแสดงถึงการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งมีศักยภาพในการทำกำไรและการควบคุมต้นทุนที่ดี นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมานักลงทุนควรกระจายการลงทุนให้หลากหลายสินทรัพย์เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ต การดูประวัติการจ่ายเงินปันผลเป็นตัวบ่งชี้ความมั่นคงทางการเงินของบริษัทในการสร้างรายได้และกำไรที่ผ่านมา รวมถึงการเติบโตของเงินปันผลเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสามารถของบริษัทในการเพิ่มผลตอบแทนให้กับนักลงทุนในอนาคต ด้านความเสี่ยงของการจ่ายเงินปันผล ซึ่งได้แก่ ความเสี่ยงด้านรายได้และกำไรของบริษัท ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจและความผันผวนของตลาดหุ้น ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน ความเสี่ยงจากนโยบายของบริษัท ความเสี่ยงจากกฎหมายและการกำกับดูแล และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงในตลาดเงินและดอกเบี้ย ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณาควบคู่ประกอบการตัดสินใจโดยละเอียด เพื่อการให้การลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวต่อไป |
| รูปภาพผลงาน |
 |
|
ที่มา |
|
คณะวิทยาการจัดการ |