KM

ด้านที่ 3 ด้านวิจัยเเละนวัตกรรม
ชื่อผลงาน : การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และการจัดการเรียนรู้ แบบโครงงานเป็นฐาน สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสารคามพิทยาคม
ชื่อเจ้าของผลงาน : อาจารย์รัตติกาล สารกอง, อาจารย์วณิชา สาคร, อาจารย์กมลชนก คำนวย อาจารย์เนาวรัตน์ ปะกินำหัง คณะครุศาสตร์
ความคิดริเริ่ม
มหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง เป็นภาคส่วนสําคัญในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม การศึกษา รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งในระดับชุมชน และระดับประเทศด้วยศักยภาพที่มีความโดดเด่นในด้านที่ตั้ง บุคลากรและองค์ความรู้ในสาขาที่หลากหลาย รวมถึงประสบการณ์การทํางานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานสําคัญในการก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอนาคต เพื่อส่งเสริมการดําเนินงานของกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏจึงร่วมกันจัดทําแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Action Plan) มหาวิทยาลัยราชภัฏระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) และข้อเสนอนโยบายและข้อริเริ่มสําคัญของกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ ได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ 4 ประเด็น ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาท้องถิ่น ยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและพัฒนาครู ยุทธศาสตร์ที่ 3 การยกระดับคุณภาพการศึกษา และยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาระบบบริหารจัดการ ซึ่งการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนตรงกับประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและพัฒนาครูมุ่งเน้นเสริมสร้างสมรรถนะและทักษะเพื่อการพัฒนากระบวนการผลิตครูให้มีความสมดุลทั้งคุณภาพและคุณธรรม เพื่อเป็นต้นแบบครูเพื่อศิษย์ ตลอดจนพัฒนานวัตกรรมการศึกษาที่ตอบโจทย์การศึกษาของโลกอนาคตร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนําไปสู่การเป็นนักพัฒนาและนวัตกรที่มีทัศนคติที่ดีมีอัตลักษณ์ และความสามารถโดดเด่นหลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการบุคลากรครูของท้องถิ่นและประเทศ และมีมาตรฐานระดับสากล พร้อมยกระดับความก้าวหน้าทางวิชาชีพครูของบัณฑิตครูราชภัฏอย่างต่อเนื่องเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีแนวทางการขับเคลื่อน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) Teacher Capacity Building : พัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการยกระดับทักษะและสมรรถนะใหม่ของนักศึกษาและบัณฑิตครูของมหาวิทยาลัยราชภัฏ 2) Education Research and Innovation Platform : ส่งเสริมการทำผลงานวิจัยงานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม และ 3) Teacher System Reform : Reinventing ระบบพัฒนาครูและการส่งเสริมวิชาชีพครูคุณภาพสูงตอบโจทย์การศึกษาของโลกอนาคตร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้อง (แผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Action Plan, 2565) โรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ซึ่งเป็น 1 ใน มหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง ได้ทำความร่วมมือกับโรงเรียนในเขตบริการการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และได้ทำความร่วมมือกับโรงเรียนในเขตบริการจำนวน 111 โรงเรียน ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น จำนวน 13 โรงเรียน จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 23 โรงเรียน จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 20 โรงเรียน จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 55 โรงเรียน เพื่อร่วมมือกันพัฒนา นักศึกษาที่จะออกฝึกปฏิบัติการสอน โดยมีกติการ่วมกันคือ (1) พัฒนาบุคลากรทั้งสองฝ้าย (2) พัฒนาโรงเรียนให้เป็นแหล่งศึกษาวิจัยค้นหานวัตกรรมใหม่เพื่อคุณภาพการศึกษา (3) พัฒนาโรงเรียนเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติการสอนของนักศึกษาได้เหมาะสมกับการบ่มเพาะครูชั้นวิชาชีพ และ (5) พัฒนาโรงเรียนเป็นแหล่งพัฒนาครูประจำการและพัฒนาวิชาชีพ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาภายในประเทศ โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังประชาชนไทยที่มีความสามารถ มีสติปัญญา และมีความพึงพอใจ ซึ่งมีความสามารถในการมีส่วนร่วมในการแข่งขันและสร้างสรรค์นวัตกรรมในเวทีโลกนอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นกลไกที่สำคัญสำหรับการบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกระบวนทัศน์ทางเศรษฐกิจสังคมและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะความสามารถและความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการประยุกต์ใช้ความรู้อย่างมีประสิทธิภาพภายในกรอบของกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร การแสวงหาความรู้ การสืบสวน การใช้ข้อมูล การแก้ปัญหา การสร้างคุณค่า (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดตัวชี้วัดเฉพาะและเนื้อหาการเรียนรู้พื้นฐาน รวมทั้งจัดตั้งกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ได้กล่าวถึงความจำเป็นในการรวมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพื้นฐาน (วิทยาการคำนวณ) ไว้ในกรอบของหลักสูตรวิทยาศาสตร์วัตถุประสงค์ที่ครอบคลุมคือการเพิ่มความสามารถในการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนทำให้นักเรียนสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการคิดการวิเคราะห์และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถค้นหาข้อมูลหรือสารสนเทศ ประเมิน จัดการ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และนำสารสนเทศไปใช้ในการแก้ปัญหา ประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้มาแก้ปัญหาในชีวิตจริง ทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างปลอดภัย รู้เท่าทัน มีความรับผิดชอบ มีจริยธรรม สิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้เพิ่มสาระเทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในสาระที่ 8 ประกอบด้วย การออกแบบและเทคโนโลยี และวิทยาการคำนวณซึ่งเป็นรายวิชาพื้นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยเนื้อหาจะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบเทคโนโลยีและวิทยาการคำนวณ ซึ่งทางโรงเรียนสารคามพิทยาคมได้นำมาปรับใช้ในหลักสูตรสถานศึกษาในการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ตรงตามจุดมุ่งหมายและสมรรถนะของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) เป็นวิธีการทางการศึกษาที่เปลี่ยนแนวทางปฏิบัติการสอนแบบเดิมจากแนวทางการสอนที่มุ่งเน้นไปที่ผู้สอนเป็นบทบาทอำนวยความสะดวกมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการให้ผู้เรียนจัดทำโครงงานที่ผู้เรียนต้องการศึกษาหาคำตอบ คือการกำหนดประเด็นสนใจ การเขียนเค้าโครงโครงงานการปฏิบัติงานโครงงาน การเขียนรายงานโครงงาน และการนำเสนอผลงานโครงงาน และการนำเสนอผลงานโครงงาน ซึ่งการทำกิจกรรมร่วมกันช่วยเหลือกันในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในกลุ่มขนาดเล็กเพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างทั่วถึงด้วยวิธีการปฏิบัติจริงเพื่อการเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหานั้น ๆ (Lenschow, 1996) ส่วนครูผู้สอนจะมีหน้าที่อานวยความสะดวกสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553 ที่ได้กำหนดแนวทางการจัดการศึกษาไว้ในหมวดที่ 4 มาตรา 22 และ 24 (5) กล่าวว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถและพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ ให้ผู้สอนส่งเสริมและสนับสนุนโดยการจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอานวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553) บทเรียนออนไลน์ (Online Lesson) ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางผู้เรียนมีความเป็นอิสระในการควบคุมประสบการณ์การศึกษาของตนโดยการมีส่วนร่วมกับเนื้อหาดิจิทัลผ่านอินเทอร์เน็ตจากสถานที่แทบทุกที่ตลอดเวลาโครงสร้างของความพยายามในการสอนออนไลน์แสดงถึงรูปแบบของการบริหารการสอนที่ใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเข้าถึง นักเรียนจะต้องมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้และซึ่งแทนที่จะส่งความรู้เพียงฝ่ายเดียวทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและตัวอย่างในการแสวงหาความเข้าใจแนวทางนี้ครอบคลุมการอำนวยความสะดวกให้กับนักเรียนในทุกมิติของการเรียนรู้ปัจจุบัน โดยนักเรียนจะเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ที่ครูสร้างขึ้น ซึ่งจะเป็นการเรียนที่แตกต่างจากการเรียนแค่ในหนังสือเรียน ในบทเรียนออนไลน์นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามความสนใจและความสามารถของตนเองได้อย่างเต็มความสามารถ โดยที่ครูไม่ต้องมาควบคุมการเรียนรู้ตลอดเวลานอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้วบทเรียนออนไลน์ยังมีความลามารถในการติดต่อสื่อสาร ระว่างครูกับนักเรียน และเพื่อนร่วมชั้นเรียนทุกคน สามารถสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้เช่นเดียวกับการเรียนในชั้นเรียนปกติ แต่แตกต่างกันคือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านบทเรียนออนไลน์นั้นอาศัยเครื่องมือการติดต่อ สื่อสารที่ทันสมัย สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ แสดงความคิดเห็นได้นอกเวลาเรียน และได้ทุกสถานที่ จึงเป็นการเรียนสำหรับทุกคน (สุรสิทธิ์ วรรณไกรโรจน์, 2550) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสารคามพิทยาคม รายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ในปีที่ผ่านมา พบว่า นักเรียนไม่สามารถบูรณาการเนื้อหาเข้ากับในเรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things) เพราะเนื้อหาค่อนข้างยาก และเป็นเรื่องที่ไกลตัวของนักเรียน ซึ่งการเรียนการสอนในเนื้อหานี้จะต้องมีทักษะการเขียนโปรแกรมอย่างมากบางคนที่ไม่มีพื้นฐานก็อาจจะทำให้เรียนรู้ช้ากว่าคนอื่น หรือทำให้นักเรียนไม่อยากเรียนในรายวิชานี้ (โรงเรียนสารคามพิทยาคม, 2566) ทั้งนี้ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตส่งผลให้เกิดประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยให้ควบคุมและสั่งงานอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านระบบอัตโนมัติ ผู้วิจัยเห็นว่าเนื้อหาเรื่องนี้เป็นประโยชน์แก่นักเรียน จึงได้จัดกิจกรรมสอนแบบโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning หรือ PBL) ร่วมกับบทเรียนออนไลน์ ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาร่วมด้วย เช่น เว็บไซต์ KidBright เป็นชุดเครื่องมือสอนเทคโนโลยีสมัยใหม่ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะแห่งอนาคตผ่านการพัฒนากระบวนการคิดเชิงตรรกะ การคิดเชิงวิเคราะห์ ร่วมกับการคิดสร้างสรรค์ ทำให้นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง เกิดทักษะการเขียนโปรแกรม นักเรียนสามารถบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดในหลักสูตรสถานศึกษา
เเรงบันดาลใจ
จากที่มาและความสำคัญของปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้คณะผู้วิจัยมีความสนใจที่จะพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสารคามพิทยาคม เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และส่งเสริมทักษะการเขียนโปรแกรม ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการลงมือทำด้วยตนเองจากสิ่งที่ผู้เรียนสนใจทำให้ผู้เรียนมีทักษะการเขียนโปรแกรมมีประสิทธิภาพที่ดี และเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นฐานให้มีประสิทธิภาพต่อไป
ขั้นตอน
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ด้วยบทเรียนออนไลน์ การ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน และการจัดการเรียนรู้แบบปกติ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3. เพื่อศึกษาทักษะการเขียนโปรแกรมของนักเรียน เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ด้วยบทเรียนออนไลน์ และการ จัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ และการจัดการเรียนรู้แบบ โครงงานเป็นฐาน สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียน สารคามพิทยาคม อ.เมือง จ.มหาสารคาม จำนวน 10 ห้องเรียน มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 405 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียน สารคามพิทยาคม อ.เมือง จ.มหาสารคาม จำนวน 3 ห้องเรียน ได้แก่ ม.3/11 จำนวน 41 คน ม.3/9 จำนวน 42 คน และ ม.3/7 จำนวน 42 คน รวมทั้งสิ้น 84 คน การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ชี้แจงจุดประสงค์ของการทำวิจัยและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/11, 3/9 และ 3/7 ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างของการทำวิจัยในครั้งนี้ 2. ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/11 ด้วยบทเรียนออนไลน์ เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง จำนวน 5 ชั่วโมง และใช้แบบวัดทักษะการเขียนโปรแกรมประกอบการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างทดลอง 3. ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/9 โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง จำนวน 5 ชั่วโมง และใช้แบบวัดทักษะการเขียนโปรแกรมประกอบการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างทดลอง 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/11 และ 3/9 ซึ่งเป็นกลุ่มทดลอง ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (Post-test) เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่คณะผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 20 ข้อ 5. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/11 และ 3/9 ซึ่งเป็นกลุ่มทดลอง ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ด้วยบทเรียนออนไลน์ และการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 6. ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/7 เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง จำนวน 5 ชั่วโมง 7. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/7 ซึ่งเป็นกลุ่มควบคุม ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (Post-test) เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่คณะผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 20 ข้อ เป็นชุดข้อสอบเดียวกันกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/11 และ 3/9 ซึ่งเป็นกลุ่มทดลอง 8. เก็บรวบรวมข้อมูล นำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการทางสถิติในลำดับต่อไป
ผลสัมฤทธิ์
1. ประสิทธิภาพของประสิทธิภาพบทเรียนออนไลน์ เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสารคามพิทยาคม มีค่าเท่ากับ 84.29/81.54 การประเมิน n คะแนนเต็ม x ̅ S.D. E1/E2 ระหว่างเรียน (E1) 41 50 42.15 0.59 84.29 หลังเรียน (E2) 41 30 16.27 2.73 81.54 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (วิธีที่ 1) การจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ (วิธีที่ 2) และการจัดการเรียนรู้แบบปกติ (วิธีที่ 3) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสารคามพิทยาคม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วิธีการสอน แหล่งความแปรปรวน SS df MS F Sig. ระหว่างกลุ่ม 301.841 2 150.920 28.039 .000 ภายในกลุ่ม 656.671 122 5.383 รวม 958.512 124 เมื่อพบว่าแตกต่างกันผู้วิจัยจึงทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีการของ Tukey HSD และ Scheffe กรณีความแปรปรวนเท่ากัน (Equal Variances Assumed) ปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (วิธีที่ 1) กับการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ (วิธีที่ 2), การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (วิธีที่ 1) กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ (วิธีที่ 3) และการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ (วิธีที่ 2) กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ (วิธีที่ 3) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีการของ Tamhane กรณีความแปรปรวนไม่เท่ากัน (Equal Variances Not Assumed) ปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (วิธีที่ 1) กับการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ (วิธีที่ 2), การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (วิธีที่ 1) กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ (วิธีที่ 3) และการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ (วิธีที่ 2) กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ (วิธีที่ 3) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วิธีการสอน MD Std. Error Sig. Tukey HSD 1 2 -1.606* .509 .006 3 2.190* .506 .000 2 1 1.606* .509 .006 3 3.797* .509 .000 3 1 -2.190* .506 .000 2 -3.797* .509 .000 Scheffe 1 2 -1.606* .509 .008 3 2.190* .506 .000 2 1 1.606* .509 .008 3 3.797* .509 .000 3 1 -2.190* .506 .000 2 -3.797* .509 .000 Tamhane 1 2 -1.606* .514 .007 3 2.190* .518 .000 2 1 1.606* .514 .007 3 3.797* .491 .000 3 1 -2.190* .518 .000 2 -3.797* .491 .000 3. ทักษะการเขียนโปรแกรมของนักเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสารคามพิทยาคม โดยภาพรวมมีทักษะการเขียนโปรแกรมอยู่ในระดับ ดี ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 2.62 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.52 (x ̅ = 2.62, S.D. = 0.52) ข้อ รายการประเมิน x ̅ S.D. แปลผล การใช้งานบล็อกพื้นฐาน 1 เขียนโปรแกรมให้แสดงข้อความบนจอ LED 2.48 0.50 ระดับดี 2 เขียนโปรแกรมให้ LED บนบอร์ดสว่างและดับสลับกันทุก 1 วินาที 2.51 0.53 ระดับดี การใช้งานตัวแปรและการควบคุมเงื่อนไข 3 เขียนโปรแกรมให้แสดงค่าอุณหภูมิจากเซ็นเซอร์บนจอ LED 2.75 0.46 ระดับดี 4 เขียนโปรแกรมให้บอร์ดแสดงข้อความ “ร้อน” หรือ “เย็น” ขึ้นอยู่กับค่าอุณหภูมิที่อ่านได้ 2.73 0.47 ระดับดี การใช้งานการวนลูป 5 เขียนโปรแกรมให้ LED กระพริบ 10 ครั้ง 2.92 0.36 ระดับดี 6 เขียนโปรแกรมให้แสดงตัวเลข 1 ถึง 10 บนจอ LED โดยใช้การวนลูป 2.67 0.50 ระดับดี การทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์และอุปกรณ์เพิ่มเติม 7 เขียนโปรแกรมให้บอร์ด KidBright วัดระดับแสงและแสดงผลบนจอ LED 2.71 0.53 ระดับดี 8 เขียนโปรแกรมให้มอเตอร์หมุนเมื่อมีการกดปุ่ม 2.80 0.44 ระดับดี การออกแบบและพัฒนาโครงงานและการนำเสนอ 9 เขียนโปรแกรมออกแบบและพัฒนาโครงงานบ้านอัจฉริยะที่สามารถควบคุมไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าได้โดยใช้เซ็นเซอร์ต่างๆ 2.23 0.45 ระดับ ปานกลาง 10 และนำเสนอโครงงาน และปรับปรุงโครงงาน 2.41 0.51 ระดับดี รวม 2.62 0.52 ระดับดี 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/9 โรงเรียนสารคามพิทยาคม โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.44 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.71 (x ̅ = 4.44, S.D. = 0.71) และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/11 โรงเรียนสารคามพิทยาคม โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.41 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.77 (x ̅ = 4.41, S.D. = 0.77) ข้อ รายการประเมิน x ̅ S.D. แปลผล 1 กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานช่วยให้เกิดความสนุกสนานและน่าสนใจ 4.43 0.63 มาก 2 กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม/ทีม 4.43 0.67 มาก 3 เนื้อหาของโครงงานมีความเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน 4.62 0.66 มากที่สุด 4 มีอุปกรณ์เพียงพอต่อการดำเนินงานโครงงาน 4.33 0.79 มาก 5 ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเหมาะสม 4.29 0.77 มาก 6 กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา 4.50 0.59 มาก 7 กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานได้ฝึกการวางแผนและจัดการเวลาในการทำโครงงาน 4.26 0.91 มาก 8 กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานได้รับคำแนะนำและการสนับสนุนจากครูอย่างเหมาะสม 4.52 0.59 มากที่สุด 9 กิจกรรมการเรียนได้เรียนรู้ได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทำโครงงาน 4.62 0.62 มากที่สุด 10 กิจกรรมช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ในการทำโครงงาน 4.43 0.80 มาก รวม 4.44 0.71 มาก ข้อ รายการประเมิน x ̅ S.D. แปลผล 1 เนื้อหาบทเรียนออนไลน์มีความน่าสนใจและเข้าใจง่ายเหมาะกับนักเรียน 4.22 0.85 มาก 2 บทเรียนออนไลน์เข้าใช้งานง่ายในการเข้าเรียนเหมาะกับนักเรียน 4.34 0.82 มาก 3 กิจกรรมที่ทำในบทเรียนออนไลน์ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี 4.41 0.84 มาก 4 บทเรียนออนไลน์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยอิสระ 4.37 0.70 มาก 5 ระยะเวลาที่ใช้ในการเรียนแต่ละบทเรียนเหมาะสม 4.41 0.71 มาก 6 มีเมนูให้เลือกสามารถเลือกเนื้อหาที่จะเรียนได้ตามความสะดวก 4.41 0.77 มาก 7 การออกแบบบทเรียนออนไลน์มีความสวยงามและน่าสนใจ 4.56 0.63 มากที่สุด 8 บทเรียนออนไลน์มีแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย 4.41 0.81 มาก 9 วัสดุประกอบการเรียน (ภาพ, วิดีโอ) ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น 4.63 0.66 มากที่สุด 10 กิจกรรมในบทเรียนออนไลน์นักเรียนสามารถนำไปจัดทำโครงงานได้ 4.37 0.83 มาก รวม 4.41 0.77 มาก
รูปภาพผลสัมฤทธิ์
การนำไปใช้
1. ผู้เรียนได้เรียนรู้ทักษะการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ และทักษะผ่านภาระงานโครงงาน ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยการค้นคว้าลงมือปฏิบัติจริงในลักษณะของการสำรวจ กระตุ้นความอยากรู้ของผู้เรียน และส่งเสริมให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น 2. ครูได้แนวทางในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้และได้สื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพหลากหลายเพิ่มมากขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น 3. สามารถนำผลการวิจัยที่เป็นข้อสารสนเทศสำคัญสำหรับครูบุคลากร และองค์กรหน่วยงานทางการศึกษาในการนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
เเนวปฏิบัติที่ดี
1. นวัตกรรมและสื่อการเรียนรู้ คือ บทเรียนออนไลน์ เรื่อง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง รายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://sites.google.com/rmu.ac.th/301kamonchanok?usp=sharing 2. การจัดกิจกรรมในห้องเรียน https://drive.google.com/drive/u/0/folders/1d59zQoA9iG0mASZN9FUlm4-_8uMhXw7t 3. ผลงานนักเรียน https://drive.google.com/drive/u/0/folders/1X-KPwSNE-KAZ5oYaQhgR4DXbswDMebD_ 4. จากการดำเนินการวิจัยนำไปสู่การเขียนบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ Sarnkong, R., Kamnuay, K., Sakorn, W.* & Pakinumhung, N. (2025). A Comparative Study on the Effects of Project-Based Learning and Online Lessons on the Learning Achievement on the Internet of Things Among Thai Grade 9 Students. E-Journal of Educational and Learning, 14(4), 136-144.
รูปภาพผลงาน
ที่มา
คณะครุศาสตร์