KM

ด้านที่ 3 ด้านวิจัยเเละนวัตกรรม
ชื่อผลงาน : จากแอปพลิเคชันทางการศึกษาสู่บทความวิจัยฐาน ASEAN : การจัดการองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาการทดลองทางฟิสิกส์ด้วยสมาร์ทโฟนที่ทุกคนเข้าถึง
ชื่อเจ้าของผลงาน : อาจารย์ ดร. จารุณี เข็มพิลา สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ความคิดริเริ่ม
บ่อยครั้ง การทดลองที่ผิดพลาดหรือการสังเกตพบโดยบังเอิญของเจ้าของผลงาน ได้จุดประกายแง่คิดในการทำวิจัยเช่นเดียวกันกับผลงานนี้ ซึ่งมีความคิดริเริ่มในการสร้างผลงาน จากการมีโอกาสได้เข้าร่วมอบรมการใช้แอปพลิเคชันทางวิทยาศาสตร์ที่จัดโดยสาขาฟิสิกส์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งการอบรมได้สอนการใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนเพื่อวัดปริมาณทางฟิสิกส์บางค่า เช่น ใช้จับเวลาด้วยเสียงหรือด้วยความเข้มแสง ใช้วัดค่าสนามแม่เหล็ก เป็นต้น ประกอบกับที่เจ้าของผลงานเองได้สอนวิชาปฏิบัติการฟิสิกส์ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มาอย่างต่อเนื่อง จึงสังเกตพบและมีข้อสงสัยอยู่เสมอว่า เพราะเหตุใดในหลายๆ การทดลองจึงเกิดความคลาดเคลื่อนจากการทดลองสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในบางชุดการทดลอง ต้นสังกัดได้แก้ไขด้วยการใช้ชุดทดลองที่ได้มาตรฐานระดับสากล ซึ่งราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นเจ้าของผลงานจึงมีการตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เป็นประจำว่า เราสามารถแก้ไขชุดการทดลองนี้ให้สามารถทดลองได้แม่นยำมากขึ้นได้อย่างไรบ้าง จนกระทั่งได้รับโอกาสเข้าร่วมอบรมจึงทำให้มีแนวคิดในการแก้ปัญหาคือ ออกแบบการทดลองที่เรียบง่ายและประหยัดที่สุด โดยใช้วัสดุอุปกรณ์พื้นฐานที่หาได้ง่ายและทุกคนเข้าถึงได้ เช่น ปากกาลูกลื่น คลิปหนีบกระดาษ ร่วมกับแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือวัดปริมาณทางฟิสิกส์เสมือนเป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ชนิดหนึ่งในการทดลอง ทดแทนอุปกรณ์/ชุดทดลองราคาสูงที่นำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งได้เล็งเห็นถึงการปรับการเรียนรู้ให้เข้ากับยุคดิจิทัล จึงมีความสนใจนำเทคโนโลยีสมาร์ตโฟนมาใช้ในการเรียนการสอนปฏิบัติการฟิสิกส์ สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีความคุ้นเคยกับการใช้สมาร์ตโฟนในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้เรียนมีความสนใจและสนุกกับการเรียนรู้มากขึ้น
เเรงบันดาลใจ
“นี่จึงเป็นแนวคิดริเริ่มที่ทาให้เจ้าของผลงาน เห็นถึงความสาคัญของการบูรณาการเทคโนโลยีสมาร์ตโฟนที่มีอยู่แล้วในชีวิตประจาวัน เกิดเป็นผลงานการประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนเป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ และนามาซึ่งการ แบบฟอร์มรายละเอียดการเขียนผลงาน 5 จัดการความรู้ (Knowledge management) ต่อยอดความรู้อย่างเป็นระบบ จนกระทั่งได้เผยแพร่ผลงานในรูปแบบของบทความวิจัยในวารสารระดับชาติและระดับ ASEAN”
ขั้นตอน
ขั้นตอนการดำเนินงานสู่ความสำเร็จ ไม่ใช่เพียงต้องใส่ปัจจัยภายนอกลงในกระบวนการเท่านั้น แต่ต้องพึ่งพาปัจจัยสำคัญคือ ความต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วยตัวเองอย่างไม่รู้จบ ซึ่งเจ้าของผลงานได้ดำเนินงานตามแผนผังนี้และได้รับผลสัมฤทธิ์ตามที่ตั้งเป้าไว้
ผลสัมฤทธิ์
ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการในครั้งนี้ เกิดขึ้นทั้งในด้านองค์ความรู้ที่ตกผลึกและผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ 3.3.1 ผลงานนี้ได้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่นาไปสู่การเล็งเห็นความสาคัญของสมาร์ตโฟนเพื่อการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ได้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ลดความเหลื่อมล้าทางการศึกษา ผลงานนี้พัฒนาวิธีการทดลองแบบต้นทุนต่ำที่สามารถให้ผลการวัดปริมาณทางฟิสิกส์ที่แม่นยำไม่แตกต่างจากชุดทดลองเชิงพาณิชย์ที่มีราคาสูง โดยประยุกต์ใช้สมาร์ตโฟนร่วมกับวัสดุอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น อุปกรณ์เครื่องเขียนต่างๆ ทำให้โรงเรียนที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ สามารถจัดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างโรงเรียนที่มีทรัพยากรแตกต่างกัน 2. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ผู้เรียนคุ้นเคยในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผลงานนี้แสดงให้เห็นว่าสมาร์ตโฟนซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ผู้เรียนส่วนใหญ่มีและใช้งานในชีวิตประจำวัน สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้แอปพลิเคชัน ทำให้การเรียนรู้สอดคล้องกับบริบทและพฤติกรรมของผู้เรียนในยุคดิจิทัล เป็นการเพิ่มความสนใจและแรงจูงใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3. รูปแบบการทดลองที่เหมาะสมกับระดับการศึกษา ผลงานนี้ชี้ให้เห็นว่า การใช้แอปพลิเคชันในสมาร์ตโฟนทดแทนการใช้เครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ที่มีราคาสูงสามารถทำได้ง่ายขึ้นด้วยสมาร์ตโฟน มีความแม่นยำสูง และปลอดภัย โดยผลการวัดไม่แตกต่างจากชุดทดลองเชิงพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับระดับผู้เรียน 4. แนวทางการบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนการสอนฟิสิกส์ ผลงานนี้นำเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการบูรณาการเทคโนโลยีสมาร์ตโฟนเข้ากับการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ สอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ เปิดมุมมองให้ผู้สอนเห็นโอกาสในการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้วิชาอื่นๆ ได้อย่างสร้างสรรค์ 5. รูปแบบการทดลองที่ผู้เรียนสามารถดาเนินการได้ด้วยตนเอง องค์ความรู้จากผลงานนี้นำไปสู่การพัฒนาการทดลองที่ผู้เรียนสามารถทำได้ด้วยตนเองทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เอื้อต่อการเรียนรู้แบบ active learning และการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (inquiry-based learning) ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในหลักการและทฤษฎีทางฟิสิกส์อย่างลึกซึ้ง 6. การประเมินความแม่นยาของวิธีการวัดที่แตกต่างกัน ผลงานนี้ให้ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับความแม่นยำของวิธีการวัดที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสอนเรื่องความคลาดเคลื่อนในการวัด และความสำคัญของการเลือกใช้เครื่องมือวัดที่เหมาะสม เป็นการเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์ให้แก่ผู้เรียน โดยสรุป ผลงานนี้แสดงให้เห็นถึงการนาเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วในชีวิตประจาวันของผู้เรียน (สมาร์ตโฟน) มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และวิจัย โดยใช้แอปพลิเคชันที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี แทนการลงทุนในอุปกรณ์ราคาสูง ทาให้การเรียนการสอนเข้าถึงได้ง่าย มีความคุ้มค่า และตอบสนองต่อบริบทที่มีทรัพยากรจากัด ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการในครั้งนี้ เกิดขึ้นทั้งในด้านองค์ความรู้ที่ตกผลึกและผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ 1. ได้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ลดความเหลื่อมล้าทางการศึกษา ผลงานนี้พัฒนาวิธีการทดลองแบบต้นทุนต่ำที่สามารถให้ผลการวัดปริมาณทางฟิสิกส์ที่แม่นยำไม่แตกต่างจากชุดทดลองเชิงพาณิชย์ที่มีราคาสูง โดยประยุกต์ใช้สมาร์ตโฟนร่วมกับวัสดุอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น อุปกรณ์เครื่องเขียนต่างๆ ทำให้โรงเรียนที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ สามารถจัดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างโรงเรียนที่มีทรัพยากรแตกต่างกัน 2. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ผู้เรียนคุ้นเคยในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผลงานนี้แสดงให้เห็นว่าสมาร์ตโฟนซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ผู้เรียนส่วนใหญ่มีและใช้งานในชีวิตประจำวัน สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้แอปพลิเคชัน ทำให้การเรียนรู้สอดคล้องกับบริบทและพฤติกรรมของผู้เรียนในยุคดิจิทัล เป็นการเพิ่มความสนใจและแรงจูงใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3. รูปแบบการทดลองที่เหมาะสมกับระดับการศึกษา ผลงานนี้ชี้ให้เห็นว่า การใช้แอปพลิเคชันในสมาร์ตโฟนทดแทนการใช้เครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ที่มีราคาสูงสามารถทำได้ง่ายขึ้นด้วยสมาร์ตโฟน มีความแม่นยำสูง และปลอดภัย โดยผลการวัดไม่แตกต่างจากชุดทดลองเชิงพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับระดับผู้เรียน 4. แนวทางการบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนการสอนฟิสิกส์ ผลงานนี้นำเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการบูรณาการเทคโนโลยีสมาร์ตโฟนเข้ากับการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ สอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ เปิดมุมมองให้ผู้สอนเห็นโอกาสในการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้วิชาอื่นๆ ได้อย่างสร้างสรรค์ 5. รูปแบบการทดลองที่ผู้เรียนสามารถดาเนินการได้ด้วยตนเอง องค์ความรู้จากผลงานนี้นำไปสู่การพัฒนาการทดลองที่ผู้เรียนสามารถทำได้ด้วยตนเองทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เอื้อต่อการเรียนรู้แบบ active learning และการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (inquiry-based learning) ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในหลักการและทฤษฎีทางฟิสิกส์อย่างลึกซึ้ง 6. การประเมินความแม่นยาของวิธีการวัดที่แตกต่างกัน ผลงานนี้ให้ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับความแม่นยำของวิธีการวัดที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสอนเรื่องความคลาดเคลื่อนในการวัด และความสำคัญของการเลือกใช้เครื่องมือวัดที่เหมาะสม เป็นการเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์ให้แก่ผู้เรียน โดยสรุป ผลงานนี้แสดงให้เห็นถึงการนาเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วในชีวิตประจาวันของผู้เรียน (สมาร์ตโฟน) มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และวิจัย โดยใช้แอปพลิเคชันที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี แทนการลงทุนในอุปกรณ์ราคาสูง ทาให้การเรียนการสอนเข้าถึงได้ง่าย มีความคุ้มค่า และตอบสนองต่อบริบทที่มีทรัพยากรจากัด 3.3.2 ผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ของการดาเนินการ การดาเนินการได้ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ในรูปแบบของผลงานทางวิชาการที่ได้รับการเผยแพร่ในระดับชาติและระดับภูมิภาคอาเซียน จานวน 2 บทความ นอกจากนี้ ยังมีบทความวิจัยที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดทำต้นฉบับอีก 1 เรื่อง และโครงร่างวิจัยที่อยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกับนักศึกษาอีกจำนวน 2 เรื่อง ล้วนเป็นการวิจัยที่ประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์เชิงฟิสิกส์ทั้งสิ้น โครงร่างวิจัยที่กำลังพัฒนาล่าสุดมีแผนการเสนอขอรับทุนสนับสนุนจากสำนักวิจัยและพัฒนา (สวพ.) มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เพื่อเป็นทุนอุดหนุนการวิจัยสำหรับนักศึกษา ทั้งนี้ ผลงานวิจัยด้านการประยุกต์ใช้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการทดลองที่ได้ดำเนินการในปีงบประมาณ 2567 ไปแล้วนั้น ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสานักวิจัยและพัฒนาแล้วทั้งสิ้น 3 โครงการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักถึงความสำคัญของการประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและการวิจัยของหน่วยงานผู้ให้ทุน รายละเอียดของผลงานวิจัยปรากฏดังต่อไปนี้ ผลงานชิ้นที่ 1 บทความตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติ ฐาน TCI 1 และนานาชาติ ฐาน ASEAN Citation Index (ACI) เรื่อง “Determining the Acceleration of Gravity through a Free–Falling Motion Experiment using Phyphox Application based on Smartphone” เผยแพร่ใน Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning (J. Res. Unit Sci. Tech. Environ. Learning, JSTEL) ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 (2567) โดยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก งบประมาณรายจ่ายเงินรายได้ (บกศ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ประเภท ทุนวิจัยนักศึกษา (ระดับปริญญาตรี) ผลงานชิ้นที่ 2 บทความตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติ ฐาน TCI 2 ชื่อบทความ “การปรับปรุงความแม่นยำสำหรับการคำนวณความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลกโดยใช้การกระจายอนุกรมเทย์เลอร์ กรณีศึกษาการแกว่งลูกตุ้ม” ใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนเป็นอุปกรณ์เก็บผลการทดลอง บทความนี้เผยแพร่ใน วารสาร Rattanakosin Journal of Science and Technology ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 (2567) โดยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก งบประมาณรายจ่ายเงินรายได้ (บกศ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ประเภท ทุนวิจัยนักศึกษา (ระดับปริญญาตรี) ผลงานชิ้นที่ 3 บทความวิจัยเรื่อง “การคำนวณโมเมนต์ความเฉื่อยของทรงกระบอกกลวงโดยใช้สมาร์ตโฟน” โดยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก งบประมาณรายจ่ายเงินรายได้ (บกศ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ประเภท ทุนวิจัยนักศึกษา (ระดับปริญญาตรี) อยู่ในขั้นตอนการร่างต้นฉบับบทความวิจัย ผลงานชิ้นที่ 4 บทความวิจัยเรื่อง “การหาค่าคงที่ของสปริงโดยใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน” อยู่ในแผนการยื่นขอทุนอุดหนุนการวิจัยจาก งบประมาณรายจ่ายเงินรายได้ (บกศ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สถานะปัจจุบัน อยู่ในขั้นตอนการวางโครงร่างวิจัย ผลงานชิ้นที่ 5 บทความวิจัยเรื่อง “การปรับปรุงความแม่นยำการหาค่าโมเมนต์ความเฉื่อยของวัตถุแข็งเกร็งโดยใช้เซนเซอร์สนามแม่เหล็กบนสมาร์ตโฟน” อยู่ในแผนการยื่นขอทุนอุดหนุนการวิจัยจาก งบประมาณรายจ่ายเงินรายได้ (บกศ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สถานะปัจจุบัน อยู่ในขั้นตอนการวางโครงร่างวิจัย
รูปภาพผลสัมฤทธิ์
การนำไปใช้
ผลงานนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมายในระบบการศึกษาได้หลากหลาย รายละเอียดการนำไปประยุกต์ใช้ในแต่ละระดับ สามารถทำได้ดังนี้ กลุ่มที่ 1 นักเรียนระดับมัธยมศึกษา 1. นักเรียนสามารถปฏิบัติตามวิธีการทดลองในบทความวิจัย ซึ่งจะได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการออกแบบการทดลอง การเก็บข้อมูล และการวิเคราะห์ผล โดยถือเป็นการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยตัวนักเรียนเอง 2. ในบทความวิจัยได้ใช้สมาร์ตโฟนมาช่วยเป็นอุปกรณ์สำหรับวัดค่าต่างๆ ในการทดลอง ดังนั้นนักเรียนสามารถศึกษาเป็นแนวทางในการนำสมาร์ตโฟนมาใช้แทนอุปกรณ์/เครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ซึ่งมีราคาแพงและนักเรียนไม่สามารถเข้าถึงการใช้งาน อีกทั้งนักเรียนได้พัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีสมาร์ตโฟนในเชิงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงเพื่อความบันเทิง 3. นักเรียนสามารถนำแนวคิดไปต่อยอดเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ หรือประยุกต์ใช้กับการทดลองในหัวข้ออื่นๆ 4. นักเรียนสามารถนำแนวคิดในบทความวิจัยไปทำการทดลองนอกห้องเรียนได้ด้วยสมาร์ตโฟนของตนเอง เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง 5. นักเรียนสามารถเห็นความเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีที่เรียนในห้องเรียนกับปรากฏการณ์ที่พบในชีวิตประจำวัน ทำให้เข้าใจหลักการทางฟิสิกส์อย่างลึกซึ้งช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงทฤษฎีสู่การปฏิบัติ กลุ่มที่ 2 ครูฟิสิกส์ระดับมัธยมศึกษา 1. ครูสามารถประยุกต์ใช้วิธีการทดลองที่นำสมาร์ตโฟนไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้นร่วมกับอุปกรณ์พื้นฐานอื่นๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ชุดทดลองราคาสูง เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ประหยัดงบประมาณ 2. ครูสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาแผนการสอนเชิงปฏิบัติการที่บูรณาการการใช้สมาร์ตโฟนในการทดลองทางฟิสิกส์ เพื่อให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เข้าใจหลักการทางฟิสิกส์ผ่านประสบการณ์ตรง 3. ครูสามารถใช้ข้อมูลการทดลองที่ได้จากสมาร์ตโฟนเพื่อประเมินความเข้าใจของนักเรียนในหลายมิติ เช่น ความเข้าใจทางทฤษฎี ทักษะการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลผล ช่วยให้เกิดวิธีการประเมินผลที่หลากหลาย 4. ครูในโรงเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์วิทยาศาสตร์สามารถนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่ขาดแคลนอุปกรณ์หรือเครื่องมืดวัดเฉพาะทาง 5. ครูสามารถใช้เป็นตัวอย่างการบูรณาการเทคโนโลยีสมาร์ตโฟนในการสอนวิทยาศาสตร์ และขยายแนวคิดไปสู่การทดลองในหัวข้ออื่นๆ เช่น การศึกษาเรื่องเสียง การสั่น หรือการเคลื่อนที่แบบอื่นๆ กลุ่มที่ 3 อาจารย์ระดับอุดมศึกษา 1. อาจารย์สามารถนำแนวคิดไปพัฒนาต่อยอดเป็นงานวิจัยในหัวข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้สมาร์ตโฟนในการทดลองฟิสิกส์ที่ซับซ้อนมากขึ้น 2. อาจารย์สามารถนำหลักการไปพัฒนาชุดทดลองต้นทุนต่าสำหรับปฏิบัติการฟิสิกส์พื้นฐานในระดับอุดมศึกษา 3. อาจารย์สามารถนำแนวคิดจากผลงานนี้เพื่อประยุกต์ใช้สมาร์ตโฟนเป็นเครื่องมือวัดแบบพกพาในภาคสนามได้ 4. การวัดและประเมินผลเชิงปฏิบัติการ: นำวิธีการนี้ไปใช้ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการของนักศึกษา โดยเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5. อาจารย์สามารถประยุกต์ผลงานนี้แล้วจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ครูระดับมัธยมศึกษาเพื่อเผยแพร่วิธีการนี้ไปสู่การใช้งานในวงกว้าง 6. อาจารย์สามารถนำแนวคิดไปพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรนวัตกรรมการสอนวิทยาศาสตร์ที่เน้นนวัตกรรมและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี กลุ่มที่ 4 ระดับสถานศึกษา 1. สถานศึกษาสามารถนำวิธีการทดลองนี้ไปใช้ในการจัดค่ายวิทยาศาสตร์ เป็นฐานกิจกรรมที่นักเรียนสามารถเรียนรู้และสนุกไปพร้อมกัน 2. พัฒนาเป็นชุดการเรียนรู้สาเร็จรูปพร้อมคู่มือสำหรับครูและนักเรียน เพื่อให้โรงเรียนต่างๆ สามารถนำไปใช้ได้ง่าย 3. ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์เพื่อแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 4. จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้ครูจากโรงเรียนต่างๆ ได้แบ่งปันประสบการณ์การนำวิธีการนี้ไปใช้และต่อยอด 5. สถานศึกษาสามารถพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับแบ่งปันข้อมูลการทดลอง ให้นักเรียนจากต่างโรงเรียนได้แลกเปลี่ยนผลการทดลองและเปรียบเทียบกัน กลุ่มที่ 5 ระดับนโยบายการศึกษา 1. ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนานโยบายส่งเสริมการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้ต้นทุนต่าที่มีประสิทธิภาพ 2. นำไปสู่การปรับปรุงหลักสูตรวิทยาศาสตร์ที่เน้นการบูรณาการเทคโนโลยีที่นักเรียนคุ้นเคยเข้ากับการเรียนการสอน 3. เป็นแนวทางในการลดความเหลื่อมล้าทางการศึกษาระหว่างโรงเรียนที่มีทรัพยากรแตกต่างกัน ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่าย 4. กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาส่งเสริมนวัตกรรมการสอนวิทยาศาสตร์ที่ตอบโจทย์บริบทของประเทศไทย 5. นำไปสู่การสร้างเครือข่ายครูนักพัฒนานวัตกรรมการสอนวิทยาศาสตร์ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน เพื่อแลกเปลี่ยนและพัฒนาแนวทางการสอนร่วมกัน ลักษณะเด่นของผลงานคือ เป็นผลงานประเภทบทความวิจัยที่เผยแพร่แล้วในวารสารวิชาการระดับชาติ ช่วยให้องค์ความรู้เผยแพร่สู่วงกว้าง เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศสามารถเข้าถึงและนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นสาธารณะ ซึ่งได้รับการทดลองซ้ำๆ จนได้ผลการทดลองที่มีความน่าเชื่อถืออีกทั้งผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ จึงสามารถการนาไปสู่การไปใช้ประโยชน์ของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นผลงานนี้จึงไม่เพียงแต่นำเสนอวิธีการทดลองทางฟิสิกส์โดยประยุกต์ใช้สมาร์ตโฟนเพียงเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบในวงกว้าง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิธีคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร และจุดเด่นอีกประการหนึ่งคือ นอกจากเป็นแนวทางการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ร่วมกับสมาร์ตโฟนซึ่งผู้เรียนใช้งานเป็นประจำแล้ว วิธีการทดลองในผลงานยังได้นาเสนอการประยุกต์ใช้อุปกรณ์พื้นฐานที่หาได้ง่ายและปลอดภัย เช่น คลิปหนีบกระดาษ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถทดลองได้เองที่บ้าน เป็นการเสริมสร้างการค้นหาคาตอบและเรียนรู้ด้วยตัวเองได้
เเนวปฏิบัติที่ดี
การใช้แอปพลิเคชันเป็นเซนเซอร์สำหรับงานวิจัยสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บข้อมูลและนำไปสู่การตีพิมพ์บทความวิจัยที่มีคุณภาพ ต่อไปนี้เป็นแนวปฏิบัติทีละขั้นตอน 1. เตรียมความพร้อม  กำหนดคำถามวิจัยที่ชัดเจน โดยอาจได้แง่คิดจากการสังเกต ตั้งคำถาม หาทางแก้ปัญหาหรือพัฒนา  ศึกษา ติดตาม สืบค้น ทำความเข้าใจเซนเซอร์ใหม่ๆ ที่ติดตั้งในสมาร์ทโฟน พร้อมทั้งติดตั้งและทดลองใช้แอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับทางการศึกษาในระดับนานาชาติ โดยศึกษาและค้นคว้าจากบทความวิจัยที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือวัดในการทดลองที่คล้ายคลึงกัน 2. การออกแบบการทดลอง  พิจารณาความเหมาะสมของเซนเซอร์ในสมาร์ทโฟนที่ตรงกับที่ต้องการใช้งาน แล้ววางแผนขั้นตอนการทดลองอย่างละเอียด รวมถึงทำการทดลองซ้ำหลายครั้งเพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญ หากจะได้รับการตีพิมพ์ในบทความวิชาการคือ ต้องเปรียบเทียบค่าที่วัดการทดลองจากสมาร์ตโฟนกับเครื่องมือมาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและได้รับการยอมรับ 3. วิเคราะห์ข้อมูลและเขียนบทความ การเขียนบทความที่มีคุณภาพจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ผลที่ครอบคลุมทุกแง่มุม นำเสนออย่างเป็นระบบ และมีการตรวจสอบความถูกต้องอย่างละเอียด การนำแนวทางเหล่านี้ไปใช้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้บทความได้รับการตอบรับจากวารสารทั้งระดับชาติและนานาชาติ 3.1 วิเคราะห์ความแม่นยาและความเที่ยงตรง  เปรียบเทียบค่าที่วัดได้กับค่ามาตรฐานและอธิบายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อความคลาดเคลื่อน  วิเคราะห์ความไม่แน่นอน (Uncertainty Analysis) ในเชิงสถิติ  แสดงค่า Percent Error และ Standard Deviation เพื่อสะท้อนความแม่นยำของวิธีที่นำเสนอ 3.2 เปรียบเทียบวิธีการ  เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียโดยเทียบระหว่างการใช้ Application บนสมาร์ทโฟนและวิธีการทดลองแบบดั้งเดิม  ประสิทธิภาพเชิงเวลา โดยวิเคราะห์เวลาที่ใช้ในการทดลองแต่ละวิธี  ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อเปรียบเทียบต้นทุนอุปกรณ์ที่ใช้กับประสิทธิภาพที่ได้  เปรียบเทียบระหว่างผลแบบดั้งเดิมและภายหลังปรับปรุง: แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงความแม่นยำที่พัฒนาขึ้น 3.3 การนาเสนอข้อมูลเชิงกราฟิก  ใช้กราฟและแผนภูมิที่เหมาะสม: สร้างกราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ อย่างชัดเจน และเปรียบเทียบระหว่างวิธีการต่างๆ ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย  ใช้ Error Bars: แสดงค่าความไม่แน่นอนในกราฟเพื่อให้เห็นความน่าเชื่อถือของข้อมูล 3.4 การอภิปรายผลเชิงลึก  เชื่อมโยงผลกับทฤษฎี โดยอธิบายความสอดคล้องหรือความแตกต่างระหว่างผลการทดลองกับทฤษฎี  วิเคราะห์ข้อจากัด โดยอภิปรายข้อจำกัดของการทดลองอย่างตรงไปตรงมา พร้อมนำเสนอวิธีการแก้ไขในอนาคต  เปรียบเทียบกับงานวิจัยอื่น โดยแสดงการเปรียบเทียบกับผลงานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้องและอธิบายความแตกต่าง เพิ่มการอ้างอิงบทความจากวารสารนานาชาติที่มีชื่อเสียงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ 3.5 การนาเสนอนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์  เน้นย้าความใหม่ อธิบายว่าวิธีการที่นำเสนอมีความใหม่อย่างไรเมื่อเทียบกับงานวิจัยก่อนหน้านำเสนอการประยุกต์ใช้ในด้านการศึกษาหรือการวิจัยอื่นๆ  เสนอแนวทางในอนาคต แนะนำทิศทางการวิจัยในอนาคตที่สามารถต่อยอดได้
รูปภาพผลงาน
ที่มา
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี